‘แดง 101’ ปลุก พท.แลนด์สไลด์ ‘พลซื่อ’ จำศีล ‘เศกสิทธิ์’ ลุ้นระทึก

ศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ร้อยเอ็ด ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.2569 ชัยชนะจบลงด้วยการคว้าชัยของ “นายก เอ” เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ รักษาแชมป์นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ไว้ได้อีกสมัย ภายใต้ยี่ห้อ “พรรคเพื่อไทย”ก่อนที่ “เศกสิทธิ์” จะลาออกจากนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ก่อนครบวาระ เขามีความคิดจะลงสมัครในนามอิสระ เพราะเกรงว่ากระแสภาพรวม “พรรคเพื่อไทย” ยังไม่ฟื้นตัวดีแต่เมื่อบวก-ลบ-คูณ-หาร ดูแล้ว กระแสพรรคเพื่อไทยในดินแดนหอโหวด 101 ยังไม่ได้เสื่อมลง ทำให้ “เศกสิทธิ์” กลับหลังหันมาสวมสีเสื้อค่ายแดงตามเดิม โดยมี “จิราพร สินธุไพร” สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย บ้านใหญ่สินธุไพร จาก อ.พนมไพร เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อยู่ฉากหลังขณะที่ขุมกำลัง “สินธุไพร” ต้องยอมรับว่า มี สจ.อยู่ในมือถึง 10 เก้าอี้ ขณะที่ “เศกสิทธิ์” แม้จะเป็นนายก อบจ.มาสมัยแรก แต่ไม่มีขุมกำลัง สจ.อยู่ในมือ จุดนี้จึงมีอุปสรรคตลอดการเป็นนายก อบจ.ในสมัยแรกต้องยอมรับว่า “แดงร้อยเอ็ด” ยังแข็งแรงครองใจคนหอโหวด ทั้งที่จังหวัดอื่นในภาคอีสานถูก “ค่ายน้ำเงิน” เจาะแทบจะยกจังหวัดเห็นได้จากการเลือกตั้ง สส.ทั่วไป เมื่อ 8 ก.พ.2569 พรรคเพื่อไทย เป็นแชมป์ในจังหวัด กวาด สส.ไป 4 เขต จากทั้งหมด 8 เขต ประกอบด้วย ศุภศิษย์ กอเจริญยศ เขต 4 จิราพร สินธุไพร เขต 5 ทองลี มีหินกอง เขต 6 และ ชญาภา สินธุไพร เขต 8ขณะที่พรรคกล้าธรรมได้ 2 เขตคือ ตระกูลพลซื่อ เอกรัฐ พลซื่อ เขต 2 และรัชนี พลซื่อ เขต 3 ทีมบ้านใหญ่ของ “เอกภาพ พลซื่อ”ส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้จาก “อนุรักษ์ จุรีมาศ” เขต 1 ซึ่งย้ายมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา ขณะที่พรรคไทยสร้างไทย ได้จากแชมป์ในพื้นที่คือ “ชัชวาล แพทยาไทย” เขต 7เลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ปรากฏว่า กระแสของ “พรรคเพื่อไทย” นอนมา “เศกสิทธิ์” ได้รับชัยชนะเป็นสมัยที่ 2 ในวันเดียวกันกับที่ “นายใหญ่เพื่อไทย” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครบรอบวันเกิด 77 ปี มีการเชิญคนรุ่นใหม่ สส.เจนวายใกล้ชิด “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ร่วมงานวันเกิดของผู้นำสูงสุดค่ายแดงที่บ้านจันทร์ส่องหล้าทันทีที่ผลคะแนนเลือกตั้งออกมา “จิราพร” ก็โชว์ผลเลือกตั้งให้กับ 2 อดีตนายกฯ ดูเป็นผลงานทันที เป็นการประกาศชัยชนะกลางบ้านจันทร์ส่องหล้าพลิกดูแต้มของ “เศกสิทธิ์” นอนมาตั้งแต่ยังนับคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์รอง “นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” แบบขาดลอย ชนะเลือกตั้ง แต้มทะลุ 330,708 คะแนนส่วน “นิรันดร์” ที่ทิ้งพรรคเพื่อไทยไปซบพรรคภูมิใจไทยได้ 75,440 คะแนน ขณะที่ “บุญชิต อุทัศพัฒนะ” ได้ 10,025 คะแนนเรียกได้ว่า 20 อำเภอของ จ.ร้อยเอ็ด “เศกสิทธิ์” และ “ผอ.น้ำจิราพร” ช่วยกันกวาดแต้มชนะทุกอำเภอสำหรับปัจจัยชนะเลือกตั้งของค่ายแดง เพราะไม่ได้มีคู่ต่อกรที่หินอย่าง ตระกูล “พลซื่อ” ลงแข่ง เดิมทีจะส่ง “ณัฐธิดา พลซื่อ” นักวิชาการจาก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทายาทโดยตรงตระกูลพลซื่อลงแข่งแต่ในทางลับพรรคผู้กอง เช็กดินฟ้าอากาศแล้ว เลือกตั้งรอบนี้ไม่น่าคุ้มทุนจึงส่งสัญญาณบอก “เอกภาพ พลซื่อ” ให้เว้นวรรคไว้ก่อน แล้วรอจังหวะหน้าฟ้าใหม่ค่อยลุ้นลงสมัครอีกขณะที่ค่ายน้ำเงินอย่าง “อนุรักษ์ จุรีมาศ” ก็เกียร์ว่าง ไม่ได้เป็นกองกำลังหนุนหลังให้ “นิรันดร์” แต่อย่างใด มีเพียง “จุรีพร สินธุไพร”น้องสาวของ “นิสิต สินธุไพร” เท่านั้นที่เป็นกองหนุนให้ “นิรันดร์”อย่างไรก็ตาม “เศกสิทธิ์” ยังมีเรื่องให้ลุ้นระทึกอีก เมื่อชัยชนะของนายก อบจ.ร้อยเอ็ด รอบนี้ อาจเจอขวากหนาม เพราะมีเรื่องร้องเรียนไปยัง กกต.โดย “บุญชิต” ผู้สมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ว่า ในห้วง 90 วันก่อนลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.คือ 1 มี.ค. – 29 พ.ค.2569“เศกสิทธิ์” ถูกร้องเรียนว่ามีการเสนอญัตติต่อสภา อบจ. เพื่อโอนลดงบประมาณจากแผนงาน 2 ครั้ง รวมวงเงินกว่า 29 ล้านบาท ไปตั้งโครงการใหม่ เช่น ติดตั้งเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 232 ชุด และก่อสร้าง ปรับปรุงถนนหลายพื้นที่ผู้ร้องเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายข้อห้ามตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มาตรา 64(1) และมาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการใหม่ในช่วง 90 วันก่อนพ้นตำแหน่ง หากมีลักษณะจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และขอให้ กกต.สอบสวนถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแม้ “เศกสิทธิ์” จะได้รับชัยชนะถล่มทลาย แต่ยังรอ กกต.ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยเกี่ยวพันสถานะทางการเมืองอยู่กับ “คำร้องโอนงบ 29 ล้าน” ในช่วง 90 วันก่อนลาออก เรื่องนี้ กกต.ได้รับคำร้องไว้ก่อนจะมีการเลือกตั้งแล้วซึ่ง กกต.ร้อยเอ็ด สามารถเสนอความเห็นให้ กกต.กลางพิจารณารับรองประกาศผลเลือกตั้งใน 30 วันหรือไม่ และมีกระบวนการสอบสวนอีก 60 วัน ทั้งนี้ ตามกฎหมายหากไร้เรื่องร้องเรียนก็สามารถประกาศผลได้ใน 30 วันแต่ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.สามารถสืบสวนไต่สวน และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งจะครบกรอบเวลา 60 วันประมาณ 24 ก.ย.2569ดังนั้น จุดสำคัญที่ควรติดตามไม่ใช่แค่ “มีร้องหรือไม่” แต่จะต้องจับตา กกต.ร้อยเอ็ด ว่าจะเสนอความเห็นต่อ กกต.กลางอย่างไร ซึ่งแนวโน้มเป็นไปได้ว่า อาจประกาศผลเลือกตั้งไปก่อนแล้วพิจารณาสำนวนร้องเรียนในภายหลังทั้งนี้ คอการเมืองร้อยเอ็ดมีการวิเคราะห์กันว่า หาก กกต.รับรองไปก่อนแล้วค่อยพิจารณาสอยทีหลัง ก็เป็นไปได้ว่ากระบวนการสอบสวนจะกินเวลานานกว่า 1 ปี ตามกฎหมายก็ไม่มีกรอบเวลาการพิจารณาสำนวนเพื่อส่งศาลภายในกี่วันเท่ากับว่า “เศกสิทธิ์” จะอยู่ในตำแหน่งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ไปชั่วระยะหนึ่งก่อนหาก กกต.เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ต้องทำสำนวนส่งคำร้องไปที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 นอกจากนี้ หากศาลอุทธรณ์รับเรื่องก็จะมีคำสั่งให้ นายก อบจ.หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหากผลของสำนวนสอบสวน พบว่าไม่มีการกระทำผิดก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไปจนครบวาระแต่ถ้ามีผลต่อสถานะนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เมื่อถึงคราวนั้น เป็นไปได้ว่า “ตระกูลพลซื่อ” อาจส่งตัวตายตัวแทนลงชิง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อีกครั้ง ว่ากันว่าในอนาคตอาจวางทายาท คือ “นีโอ พลซื่อ” ที่เพิ่งพ่ายการเลือกตั้งใหญ่ ให้กับ “ศุภศิษย์ กอเจริญยศ” จากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนนที่แพ้กันหลักร้อยแต้ม คือ 22,302 ต่อ 21,829 คะแนนเพราะต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มีการแก้ไขโดยปลดล็อก คุณสมบัติอายุผู้ลงสมัครนายก อบจ.ไม่ต่ำกว่า 35 ปี เหลือเพียง 25 ปีเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดได้ผ่านวุฒิสภาแล้ว รอเพียงโปรดเกล้าฯ และประกาศใช้เท่านั้นทั้งนี้ทั้งนั้นผลเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จะต้องจับตาว่า อนาคตกระแสแต้มแดงร้อยเอ็ดจะยังครองใจคนร้อยเอ็ดทั้งจังหวัดได้หรือไม่ ที่สำคัญชัยชนะของ “เศกสิทธิ์” ครั้งนี้ ยังเป็นผลบวกต่อพรรคเพื่อไทย ในภาวะที่กำลังช่วงชิงเรตติ้งให้กลับคืนมา ภายใต้การนำของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”อีกทั้งชัยชนะของพลพรรคแดงร้อยเอ็ดครั้งนี้ ก็อาจส่งผลถึงสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.กาฬสินธุ์ ที่พรรคเพื่อไทยส่ง“เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล” ลงสมัครอีกสมัย ในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะมีคิวถัดไปชี้ชะตาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค.2569พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์


Posted

in

by

Tags: