ดร.สุวินัย วิเคราะห์ ‘กลยุทธ์ขงเบ้งของอนุทิน’ รับแรงปะทะ เปิดทางทีมรัฐมนตรีทำงาน

ดร.สุวินัย ภรณวลัย มองเกมการเมือง “อนุทิน” อาจกำลังใช้กลยุทธ์แบบขงเบ้ง ดึงสปอร์ตไลต์และแรงวิจารณ์ทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเอง ขณะที่ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” เดินหน้าทำงานหลังฉาก ชี้สิ่งที่ดูเป็นจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ อาจกลายเป็น “เกราะกำบัง” ให้ทีมรัฐบาลขับเคลื่อนงานได้เต็มที่15 สิงหาคม 2569 – ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย อ้างอิงกลยุทธ์ขงเบ้งกับการบริหารงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า“กลยุทธ์ขงเบ้งของอนุทิน”ช่วงนี้ผมเริ่มสงสัยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังบริหารประเทศพร้อมกับเดินหมากแบบขงเบ้งด้วยหรือเปล่า เพราะถ้าดูจากสถานการณ์ช่วงนี้ มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง คือ ใครอยากด่ารัฐบาล เชิญครับ ด่านายกฯ ก่อนเลยฝ่ายค้านจ้องรุมหาเรื่องด่าอนุทินได้ทุกวัน แม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง นักวิจารณ์ด่าอนุทิน โซเชียลด่าอนุทิน สื่อบางค่ายก่นด่าอนุทิน นักเคลื่อนไหวก็ด่าอนุทิน จนบางวันผมเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมา รู้สึกเหมือนประเทศไทยเหลือนักการเมืองอยู่คนเดียว ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูลแต่ถ้ามองแบบนักยุทธศาสตร์ เรื่องนี้กลับน่าสนใจ เพราะในขณะที่ไฟสปอร์ตไลต์ทุกดวงกำลังส่องไปยังนายกรัฐมนตรี คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับทำงานอยู่หลังเวทีอย่างค่อนข้างสบาย เอกนิติทำเศรษฐกิจ ศุภจีทำพาณิชย์ สีหศักดิ์ทำต่างประเทศ ข้าราชการเดินงานของตัวเอง นโยบายหลายเรื่องค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยุคดาต้านิยมที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยส่วนหน้าฉาก นายกรัฐมนตรีของเรายอมทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ “รับตีน”ถ้าขงเบ้งยังมีชีวิตอยู่ อาจเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “ส่งเสียงทางตะวันออก แต่ตีทางตะวันตก” (聲東擊西) แต่ฉบับการเมืองไทยอาจต้องแปลใหม่ว่า “กวนนักวิจารณ์ทางกรุงเทพฯ แล้วปล่อยรัฐมนตรีทำงานทั่วประเทศ” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)กลยุทธ์นี้ของอนุทินน่าสนใจมาก เพราะทรัพยากรอย่างหนึ่งที่มีจำกัดในโลกการเมืองไม่ใช่เพียงงบประมาณ แต่คือ Attention หรือความสนใจของสังคมในแต่ละวัน สังคมมีพลังงานสำหรับโกรธ ด่า จับผิด และทำดราม่าอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าพลังงานทั้งหมดนั้นถูกดูดมารวมอยู่ที่คนคนเดียว คนอื่นก็มีพื้นที่สำหรับทำงานมากขึ้นพูดง่ายๆ ถ้าหมาทั้งหมู่บ้านกำลังวิ่งไปเห่ารถคันหนึ่ง รถอีกสามคันก็ขับผ่านหมู่บ้านได้อย่างสงบตรงนี้ผมไม่ได้กำลังเปรียบคนวิจารณ์รัฐบาลเป็นหมา โปรดอย่าเพิ่งโกรธ ผู้เขียนกำลังพูดถึง “กลไกของความสนใจ” ส่วนใครอยากรับบทอะไร แล้วแต่สมัครใจเลยนักการเมืองทั่วไปมักมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง คือ อยากให้คนรัก อยากให้คะแนนนิยมดี อยากให้สื่อชม อยากให้ทุกประโยคที่พูดออกไปดูหล่อ ดูฉลาด ดูเป็นรัฐบุรุษ แต่ปัญหาคือ ถ้านายกรัฐมนตรีใช้เวลาทั้งวันพยายามทำให้ทุกคนรัก บางทีประเทศอาจไม่ได้ทำอะไรเลยอนุทินกลับดูเหมือนเล่นอีกเกมหนึ่ง ด่าผมหรือ? เชิญ ล้อผมหรือ? ตามสบาย จะเอาประโยคที่ผมพูดไปทำมีมหรือ? เอาเลย แต่ระหว่างที่ทุกคนกำลังสนุกกับมีม รัฐมนตรีของผมขอทำงานก่อนนี่คล้ายกับหมากล้อม นักเล่นมือใหม่เห็นคู่ต่อสู้บุกตรงไหนก็วิ่งไปสู้ตรงนั้น แต่คนเล่นเป็นบางครั้งยอมเสียหมากกลุ่มหนึ่งเพื่อเอา “เซนเตะ” (先手) หรือมือนำ ไปเล่นกระดานส่วนที่ใหญ่กว่าผมคิดว่าอนุทินกำลังเล่นเกมนี้ สิ่งที่เขายอมเสียอาจไม่ใช่หมากบนกระดาน แต่คือภาพลักษณ์ของตัวเองนี่เป็นต้นทุนทางการเมืองที่ไม่ใช่นักการเมืองทุกคนยอมจ่าย เพราะนักการเมืองจำนวนมากรักภาพตัวเองมากกว่ารักยุทธศาสตร์ ถูกด่านิดหนึ่งต้องรีบแก้ข่าว ถูกแซวหน่อยต้องเรียกทีมประชาสัมพันธ์ ถูกวิจารณ์หนึ่งประโยคต้องตั้งโต๊ะแถลงสิบประโยค สุดท้ายรัฐบาลไม่ได้บริหารประเทศ แต่บริหารความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีแต่ถ้านายกรัฐมนตรีคนหนึ่งสามารถพูดในใจว่า “เอ้า ด่ากูไป” แล้วหันไปบอกทีมว่า “พวกคุณทำงานต่อ” นั่นกลับเป็นโครงสร้างการบริหารที่น่าสนใจทีเดียวโดยเฉพาะถ้ามีทีมรัฐมนตรีที่ทำงานเป็น เพราะผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่งกว่ารัฐมนตรีทุกคน นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุด นักการทูตที่เก่งที่สุด นักพาณิชย์ที่เก่งที่สุด หรือผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่องในราชอาณาจักร หน้าที่สำคัญกว่า คือ เลือกคนให้ถูก ให้อำนาจเขาทำงาน แล้วกันเสียงรบกวนออกจากเขาในบริษัทใหญ่ CEO ที่ดีไม่ได้ลงไปเขียน Excel แทน CFO ไม่ได้ลงไปขายของแทนฝ่ายขาย และไม่ได้ลงไปแก้ Server แทนฝ่าย IT แต่ทำให้คนเหล่านั้นทำงานได้เต็มกำลัง การบริหารประเทศก็ไม่ต่างกันมากนักเพราะฉะนั้น บางทีภาพที่เราเห็นอยู่อาจเป็นเรื่องง่ายๆ ขณะที่อนุทินเดินออกไปหน้าบ้านแล้วตะโกนว่า “มีอะไร มาลงที่ผม” ข้างหลังบ้าน เอกนิติกำลังเปิด Excel ศุภจีกำลังเจรจาการค้า สีหศักดิ์กำลังคุยกับต่างประเทศ ส่วนข้าราชการกำลังเดินแฟ้มกันต่อไปถ้าทางใต้ค่อยๆ คลี่คลายไปได้อีกเรื่อง คนไทยอาจตื่นขึ้นมาแล้วงงว่า “อ้าว…มันเสร็จตั้งแต่เมื่อไร?” ก็อาจเป็นได้แน่นอน ผมไม่ทราบว่าอนุทินคิดลึกถึงขั้นนี้จริงหรือไม่ บางทีทั้งหมดอาจไม่มีขงเบ้ง ไม่มีตำราพิชัยสงคราม ไม่มีแผนซ้อนแผน นายกรัฐมนตรีของเราอาจเพียงเป็นคนประเภท ยิ่งด่า ยิ่งกวน ยิ่งสู้มือก็ได้ฮาแต่ในทางยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์บางครั้งสำคัญกว่าเจตนา หากการที่ผู้นำดึงแรงเสียดทานทั้งหมดเข้าหาตัวเอง ทำให้ทีมงานสามารถขับเคลื่อนประเทศได้คล่องขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนจุดอ่อนทางภาพลักษณ์ อาจกลับกลายเป็นเกราะกำบังของทีมขงเบ้งในสามก๊กใช้หุ่นฟางออกไปรับลูกธนูจากข้าศึก ตอนเช้าข้าศึกยิงเสียจนหมดคลัง พอหมอกจาง ขงเบ้งกลับได้ลูกธนูมาใช้ฟรีๆส่วนขงเบ้งแห่งการเมืองไทย ถ้าจะใช้ตำราเดียวกันอาจไม่ต้องมีหุ่นฟาง เพราะนายกรัฐมนตรีเดินออกไปรับลูกธนูเอง พร้อมพูดว่า “ยิงมาเลยครับ” แล้วระหว่างที่คนทั้งประเทศกำลังยิงกันเพลิน ก็หันกลับไปบอกทีมงานเบาๆ ว่า “ทำต่อไป เดี๋ยวทางนี้ผมกวนตีนเอง”“บางที นี่อาจเป็นกลยุทธ์ขงเบ้งของอนุทินก็ได้” ดร.สุวินัย ระบุ


Posted

in

by

Tags: