‘ไม่รุ…อ่านเอาเอง’!

วันนี้ “๒ เรื่อง ๒ รส” ครับ!จะเป็นรสอะไร ถูกปากท่านหรือไม่ ท่านต้องชิมเองผมตอบไม่ถูกหรอกเพราะไม่ได้ปรุงเอง หากแต่เห็นของคนอื่นเขาปรุงไว้ดี ก็เลยฉวยโอกาส ยกของเขามาหมดทั้งหม้อ-ทั้งไห เพื่อให้ท่านชิมเรื่องแรก เกี่ยวกับฐานการผลิตรถยนต์ ทาง “อินโดนีเซีย” มาจีบค่ายรถยนต์โตโยต้าในไทยให้ย้าย “ฐานการผลิต” จากไทยไปอยู่อินโดฯโดยยื่นข้อเสนอชนิด “ใจละลาย” กันไปข้างอินโดฯ เสนอว่า “โตโยต้า” ต้องการสิทธิพิเศษอะไรจากรัฐบาลบอกมาคำดียวทางอินโดฯ “ทูนหัว-ทูนเกล้า” ให้ทั้งหมด!ขออย่างเดียว…..“โตโยต้า” ต้องย้ายฐานการผลิตจากไทยไปอยู่ที่อินโดฯ เท่านั้น!ข้อเสนอนี้ ทำเอาโตโยต้า “คิดหนัก” เหมือนกันเพราะลึกๆ ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลไทยอยู่ตงิดๆที่ไปโอ๋รถ EV ที่ “นำเข้าสำเร็จรูป” โดยภาษี ๐%ในขณะค่ายรถยนต์ที่ “ลงทุนผลิตในไทย” มาแต่อ้อน-แต่ออก ใช้อะไหล่ไทย แรงงานไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยกลับเสียภาษี หลายสิบเปอร์เซ็นต์!มันไม่แฟร์เอาซะเลย!“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังมองเห็น “ความเหลื่อมล้ำ” ท่านจึงลงมือเป็น "ช่างแก้" ทันทีจนคนในวงการออกปากชม เขาชมว่าไงนั้น ท่านชิมเอง………………………………….กฤตเมธ รุ่งศรีวัฒนา – Kritmeth Rungwattanaผมคิดว่านี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้เครดิตรัฐบาลครับเพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำกับ “โครงสร้างภาษีรถยนต์”ไม่ใช่แค่การปรับตัวเลขภาษีขึ้นหรือลงแต่เป็นการกลับมาตั้งคำถามใหญ่เสียทีว่า…..“นโยบายของรัฐควรให้รางวัลกับใคร ระหว่างคนที่เอารถเข้ามาขาย กับคนที่เอาเงิน เอาโรงงาน เอาเทคโนโลยี และการจ้างงานเข้ามาไว้ในประเทศไทย?”และผมคิดว่า “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”กำลังจับปัญหานี้ได้ตรงจุดมาก!ที่ผ่านมาเราเดินหน้า EV กันเร็ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดครับ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่แต่เมื่อเดินไปแล้วพบว่า…โครงสร้างภาษีบางส่วน รวมถึงความได้เปรียบจาก FTA อาจทำให้ “รถนำเข้า” มีต้นทุนทางภาษีได้เปรียบกว่ารถที่ “ผลิตในประเทศไทย”รัฐบาลก็ไม่ควรปล่อยให้ความลักลั่นนั้นดำเนินต่อไปสิ่งที่น่าชื่นชมคือ….รัฐบาล “ไม่ได้ดื้อ” กับนโยบายเดิมแต่กล้าทบทวนเมื่อเห็นว่าบริบทเปลี่ยน!แนวทางที่ “กระทรวงการคลัง” กำลังพิจารณา จึงมุ่งปรับโครงสร้างให้ EV นำเข้า และ EV ที่ผลิตในประเทศมีภาระภาษีที่สะท้อน “การสร้างมูลค่า” ให้เศรษฐกิจไทยอย่างเหมาะสมมากขึ้นรวมถึงใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาแก้ความไม่สมดุล จากสิทธิ ภายใต้ FTA โดยตั้งเป้าได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี่คือวิธีคิดแบบ Economic Contribution ที่ผมอยากเห็นจากรัฐบาลครับอย่าถามเพียงว่าเป็น EV หรือไม่แต่ต้องถามต่อว่าคุณลงทุนในประเทศไทยเท่าไร?สร้างโรงงานหรือไม่?จ้างคนไทยกี่คน?ซื้อชิ้นส่วนจาก Supplier ไทยแค่ไหน?สร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไรไว้ให้ประเทศ?และทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นฐานผลิตและฐานส่งออกของภูมิภาคหรือไม่?เพราะ “สิทธิประโยชน์จากรัฐ”ควรเดินคู่กับ “ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ”ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลและ “ดร.เอกนิติ” กำลังมองไกลกว่าการแก้ปัญหา “ราคารถ” เฉพาะหน้าเพราะโรงงานรถยนต์หนึ่งแห่ง ไม่ได้มีแค่สายพานประกอบรถ ข้างหลังมันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมี SME มีโลจิสติกส์ วิศวกร ช่างเทคนิค สถาบันการเงิน งานวิจัย การพัฒนาทักษะแรงงานและครอบครัวอีกจำนวนมากที่มีรายได้เชื่อมโยงอยู่กับอุตสาหกรรมนี้ประเทศไทยสร้าง Automotive Ecosystem นี้มาหลายสิบปีสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ จึงไม่ใช่เลือกระหว่าง“รถน้ำมัน” กับ “รถไฟฟ้า”แต่คือ พาฐาน “อุตสาหกรรมเดิม” ของไทยเดินเข้าสู่โลกใหม่โดย “ไม่ทำลายข้อได้เปรียบ” ที่เราสะสมมาทั้งประเทศและนี่คือจุดที่ผมคิดว่าแนวทางของรัฐบาลชุดนี้น่าสนใจครับรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธ EVไม่ได้ปิดประเทศไม่ได้กลัวการแข่งขันตรงกันข้าม เรายังต้องการเงินลงทุน เทคโนโลยี และผู้เล่นใหม่จากทั่วโลกแต่ข้อความที่ประเทศไทยควรส่งออกไปให้ชัดก็คือ“ถ้าคุณเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ประเทศไทยก็พร้อมสนับสนุนคุณ”นี่ต่างหากคือการแข่งขันเพื่อดึง Investment ที่มีคุณภาพเพราะสุดท้าย…..ประเทศไทยไม่ควรภูมิใจเพียงว่าเราขายรถได้กี่คันแต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่ารถเหล่านั้น สร้าง GDP การจ้างงาน เทคโนโลยี Supply Chain และมูลค่าเพิ่ม ให้ประเทศไทยเท่าไร?ผมจึงมองว่าการขยับของ “ดร.เอกนิติ” ครั้งนี้สะท้อน “ข้อดี” อย่างหนึ่งของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคือ “ไม่ได้มองภาษีเป็นเพียงเครื่องมือหารายได้เข้ารัฐ”แต่มองภาษีเป็นเครื่องมือ “กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม”ถ้ารัฐบาลวางโครงสร้างนี้สำเร็จประเทศไทยจะไม่ได้แค่ “แก้ความเสียเปรียบ” ของผู้ผลิตในประเทศแต่กำลังส่งสัญญาณถึงนักลงทุนทั่วโลกว่าไทยต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ไทยต้อนรับการแข่งขันแต่ประเทศไทยจะให้คุณค่ากับคนที่….“ลงทุนจริง ผลิตจริง จ้างงานจริง และสร้างอนาคตร่วมกับประเทศไทย”ผมว่ารัฐบาลเดินเกมนี้ถูกทางครับและถ้า ดร.เอกนิติทำ “โครงสร้างภาษี” รอบนี้ออกมาได้อย่างที่วางแนวทางไว้นี่อาจไม่ใช่เพียงการ “รื้อภาษีรถยนต์”แต่มันคือการ “ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ” รักษาฐานอุตสาหกรรมเดิม“ดึงการลงทุนใหม่”และวางตำแหน่งประเทศไทยใน “อุตสาหกรรมยานยนต์โลก” สำหรับอีกหลายสิบปีข้างหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้ของถูกลงในวันนี้ครับแต่ต้องทำให้ประเทศไทยแข็งแรงขึ้นในวันข้างหน้าด้วย……………………………………..มาถึงหม้อที่ ๒ แค่แง้มฝาหม้อ กลิ่น พริก กะปิ น้ำปลา หอม กระเทียม โชยมาเตะจมูกเปรี้ยงมันยังไงกัน เรื่องนี้ ต้องตักขึ้นมาพิสูจน์ ค่อยๆ ซู้ดจากช้อนนะครับ เดี๋ยวสำลักไทยทาวน์ของเราในออสเตรเลีย❤️🇹🇭❤️เอ็ดดี้-อัษฎางค์ ยมนาคSoft Power ไทย…ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลไทย“โคลเวอร์ มัวร์” นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ (Lord Mayor of Sydney) โพสต์ต้อนรับนายกรัฐมนตรีของไทยว่า“ขอต้อนรับ 'นายกรัฐมนตรีชาญวีรกูล' แห่งประเทศไทยอย่างอบอุ่นสู่ซิดนีย์ นับเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรก ที่เดินทางเยือนออสเตรเลีย ในรอบ 14 ปี!ดิฉันยินดีอย่างยิ่งที่ได้พาท่านเยี่ยมชม ‘ไทยทาวน์’ ของพวกเราเอง ซึ่งเป็น 'ไทยทาวน์' ที่ใหญ่เป็น 'อันดับสองของโลก'และเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนชาวไทยราว 100,000 คนที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียที่จริงแล้ว จากข้อมูลสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดประมาณ 17.5% ของผู้ที่อาศัยอยู่ในย่าน Haymarket เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทยในช่วงสองสามปีข้างหน้า นครซิดนีย์จะเดินหน้าพัฒนาไทยทาวน์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกภายใต้ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูย่าน Haymarket และ Chinatown มูลค่า 44 ล้านดอลลาร์ดังนั้น เมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเยือนครั้งหน้า ที่นี่ก็จะมีอะไรให้ท่านได้ชมและได้สัมผัสมากยิ่งขึ้นไปอีก!”“จุดที่น่าสนใจ”…….จากถ้อยคำของนายกเทศมนตรีนครซิดนีย์คือ “our very own Thai Town”เพราะ Clover Moore ไม่ได้พูดเพียงว่า “Thai Town in Sydney” แต่ใช้คำที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันว่า“ไทยทาวน์ของพวกเราเอง”ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอมองชุมชนไทยเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของนครซิดนีย์อีกประโยคที่น่าสนใจคือ “a vital hub for the 100,000 or so Thai people in Australia”คำว่า vital hub แรงกว่าแค่ “แหล่งรวม” แต่หมายถึง “ศูนย์กลางสำคัญของชุมชนชาวไทย”และมุมที่น่าสนใจอีกมุมคือที่นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์กำลังประกาศต่อสาธารณะว่า“Thai Town” เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองมูลค่า $44 ล้านและชี้ให้เห็นจำนวนของคนไทยใน Haymarket มีถึง 17.5%ตรงนี้ทำให้ภาพนายกรัฐมนตรีไทยเดินอยู่ใน Thai Town กับ Clover Moore มีความหมายทางการเมืองที่น่าสนใจมากเพราะหากมองกลับด้าน ภาพไม่ได้มีเพียง….“นายกรัฐมนตรีไทยมาเยี่ยมชุมชนไทยในออสเตรเลีย”แต่มันคือ….“นายกรัฐมนตรีไทยเดินเข้ามาในสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ที่คนไทยในออสเตรเลียใช้เวลาหลายสิบปีสร้างขึ้น”และวันนี้ สินทรัพย์นั้น มีมูลค่ามากพอที่ผู้นำเมืองซิดนีย์จะเอามาพูดต่อสาธารณะ พร้อมตัวเลขประชากรและเอาไปผูกกับ “ยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง”นี่ต่างหาก ที่ผมคิดว่าน่าสนใจเพราะปกติ เราถามว่า “รัฐบาลไทยจะสร้าง Soft Power อย่างไร?”แต่กรณี Sydney Thai Town ทำให้เราน่าจะกลับคำถามเป็น“คนไทยสร้าง Soft Power ให้ประเทศไทยอยู่แล้ว แล้วรัฐบาลไทยทำอะไรเพื่อขยายพลังของสิ่งที่คนไทยสร้างขึ้น?”และแทนที่จะเอางบประมาณจำนวนมากไปพยายาม “สร้าง Soft Power จากศูนย์”ประเทศไทยอาจต้องมอง diaspora หรือชุมชนไทยในต่างประเทศว่าเป็น“เครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของชาติ”ลองนึกภาพครับSydney มี Thai TownLos Angeles มี Thai Townเมืองใหญ่ทั่วโลกมีร้านอาหารไทย วัดไทย โรงเรียนภาษาไทย นักธุรกิจไทย นักศึกษาไทย ศิลปินไทยสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นจุดกระจัดกระจาย ถ้ารัฐบาลคิดเป็นมันสามารถกลายเป็น network ได้อาหาร → สินค้าไทย → ท่องเที่ยวไทย → วัฒนธรรม → ภาพยนตร์ → ดนตรี → มวยไทย → wellness → การศึกษา → ธุรกิจ → การลงทุนนี่คือจุดที่ Soft Power สามารถกลายเป็น Economic Power ได้จริงSoft Power ไทยที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากนโยบายของรัฐเป็นหลัก แต่เติบโตขึ้นจาก…..คนไทยและผู้ประกอบการไทยในต่างแดน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ซึ่ง Soft Power ที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากวันที่รัฐบาลประกาศนโยบายแต่มันเริ่มตั้งแต่วันที่ “คนต่างชาติ” เดินเข้า “ร้านอาหารไทย” ครั้งแรกแล้วอีกหลายสิบปีต่อมาเมืองของเขาตัดสินใจใช้งบประมาณของตัวเองเพื่อรักษาและพัฒนา "ความเป็นไทย" นั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและมีอีกประเด็น ที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากว่าทำไมรัฐบาลท้องถิ่นของออสเตรเลีย จึงยอมลงทุนเพื่อรักษาอัตลักษณ์ไทย?คำตอบไม่ใช่เพราะ “รักประเทศไทย” อย่างเดียวแต่เพราะวัฒนธรรมไทยกลายเป็น economic asset ของ Sydney ไปแล้วทั้งร้านอาหาร การท่องเที่ยว night economy ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และ place brandingเมื่อถึงจุดนั้นSoft Power ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะประเทศไทยอีกต่อไปประเทศไทยส่งออกวัฒนธรรม แต่ Sydney เอาวัฒนธรรมนั้นมาสร้างมูลค่าให้ Sydney………………………………“คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” นี่ ต้องบอกว่าเป็น “นายกฯอินเตอร์” ไปแล้วคุณ “เอ็ดดี้-อัษฎางค์” เป็นคนไทย อยู่ในออสเตรเลีย ผมเป็นแฟนประจำ ตามแทบทุกเรื่องที่ท่านโพสต์โพสต์นี้ เป็นการปรุงสุกเรื่อง Soft Power ที่กลายเป็น “เมล็ดพันธุ์ไทย” กระจายไปงอกงามเป็น “เน็ตเวิร์ก” เชื่อมต่อไปทั้งโลก!อ่านแล้วก็สุขใจพรุ่งนี้ค่อยลอกของคนอื่นมาให้อ่านใหม่เน้อ!-เปลว สีเงิน๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย


Posted

in

by

Tags: