20 ส.ค.2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ข้ออ้าง "ความรอบคอบ" หรือการ "ซื้อเวลา" ทางการเมือง? จับตาประธานสภาฯ ชะลอคำร้องสอบ ป.ป.ช. คดีซุกหุ้น” ระบุว่า กลายเป็นประเด็นร้อนเดือดปุดขึ้นมาทันที เมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร (และประธานรัฐสภา) ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการส่งคำร้องของฝ่ายค้านและ สว. ขอให้ประธานศาลฎีกาตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากกรณีมีมตียกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบทว่า สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจให้กับสังคม ไม่ใช่เพียงแค่อรรถาธิบายเรื่องการตั้ง “คณะบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการกลั่นกรองเรื่อง” แต่คือท่าทีและถ้อยแถลงที่เปรยออกมาอย่างไม่แยแสว่า “ขอเอาสมองไปทำอย่างอื่น… อย่ามัวหมกมุ่นอยู่เรื่องเดียว”ย้อนรอยเข็มนาฬิกา: จากวันยื่นเรื่อง สู่ระยะเวลาที่หมุนผ่านหากเท้าความย้อนกลับไป กระบวนการเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 โดยพรรคประชาชน ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ และสมาชิกวุฒิสภาบางคน ได้รวบรวมรายชื่อครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ และได้ ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อประธานรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2569ทว่า วันเวลาได้หมุนผ่านไปกว่า 2 เดือนเศษ (เข้าสู่เดือนที่ 3) เรื่องดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้าในการส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาแต่อย่างใด จนกระทั่งประธานสภาฯ เพิ่งออกมาตั้งโต๊ะแถลงถึงการแต่งตั้ง "คณะกรรมการกลั่นกรอง" ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง โดยไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อกรรมการ และไม่กำหนดกรอบเวลาพิจารณาที่ชัดเจน โยนภาระความช้า-เร็วไปให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวรับผิดชอบแทนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ “ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่”หัวใจสำคัญที่สุดในคดีนี้ อยู่ที่ข้อเท็จจริงซึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีพฤติกรรมซุกหุ้นจริง (การถือหุ้นผ่าน nominee) จนต้องพ้นจากตำแหน่ง และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลผูกพันทุกองค์กรเมื่อ ป.ป.ช. มีมติในทางตรงกันข้าม โดยใช้กรณีที่อ้างว่าได้เกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาเป็นเหตุให้ยกคำร้อง ย่อมถือได้ว่าพยานหลักฐานมี "เหตุอันควรสงสัย" เพียงพอตามเงื่อนไขเบื้องต้นของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 แล้วว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา (ดุลพินิจวินิจฉัย) ประธานรัฐสภาจึงมีหน้าที่เพียงตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและเอกสารเชิงรูปแบบ (Procedural check) แล้วส่งต่อ (ดุลพินิจตัดสินใจ) ให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เท่านั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้ออกแบบทางเลือกอื่นมาให้ประธานรัฐสภาพิจารณาแต่ประการใดส่องกลไกซ้อนกลไก: ประธานสภาฯ กำลังทำเกินหน้าที่หรือไม่?ตามความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เจตนารมณ์ในการตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" โดยประธานศาลฎีกา ก็เพื่อทำหน้าที่ไต่สวนและกลั่นกรองข้อเท็จจริงเชิงลึกอย่างเป็นธรรม ก่อนที่จะอัยการสูงสุดจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา เพื่อป้องกันไม่ให้กรรมการ ป.ป.ช. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่จำเป็นการที่นายโสภณตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาเองซ้ำซ้อน จึงถูกตั้งคำถามทางกฎหมายอย่างหนักว่า:1.ก้าวล่วงบทบาท: เป็นการสร้างกลไกตรวจสอบซ้อนกลไกตามรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจประธานสภาฯ ไต่สวนตัดตอนแทนคณะผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่?2. อำนาจไร้สภาพ: คณะกรรมการที่ประธานสภาฯ ตั้งขึ้น ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการ เรียกเอกสาร หรือไต่สวนพยานบุคคลได้จริงเท่ากับคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาตั้ง จึงไม่อาจสร้างประสิทธิภาพในการแสวงหาความจริงได้มากกว่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และการซื้อเวลาเมื่อนำระยะเวลาที่ยื้อออกไป ประกอบกับสายสัมพันธ์ทางการเมืองอันแนบแน่น เนื่องจาก นายโสภณ ซารัมย์ เป็น สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ถูกร้อง) เชื่อมโยงกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และเป็นน้องชายของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีคนสำคัญแห่งค่ายบุรีรัมย์ฉากทัศน์ทั้งหมดจึงย้อนกลับมารวมกันที่จุดเดียว: ข้ออ้างเรื่อง "ตั้งคนนอกเพื่อความโปร่งใส" มาพิจารณาให้ความเห็น จะเป็นเพียงแทคติกทางการเมืองในการใช้ตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นกันชน เพื่อประวิงเวลา เลี้ยงไข้ และดึงเรื่องให้พ้นช่วงเวลาที่ผันผวนทางการเมือง มากกว่าจะเป็นไปเพื่อความรอบคอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่?สอดคล้องกับท่าทีของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ตอบโต้นายโสภณไว้อย่างแหลมคมว่า “ไม่ได้มีใคร “หมกมุ่น” กับเรื่อง ป.ป.ช. และคดีศักดิ์สยาม แต่เราเพียงกังวลว่าท่านประธานจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล” ต่างหากจึงอาจสรุปได้ว่า มาตรฐานที่ “ประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เป็นมาตรฐานการใช้ดุลพินิจเชิงวัตถุที่ต้องประเมินจากข้อเท็จจริงและหลักฐาน โดยใช้บุคคลผู้มีเหตุผลและมีความรู้ความเข้าใจตามสมควรแก่ตำแหน่งประธานรัฐสภาเป็นจุดอ้างอิง แม้การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของกระบวนการใช้ดุลพินิจดังกล่าว จะต้องไม่เข้าไปใช้ดุลพินิจแทนประธานรัฐสภาก็ตาม
‘วัส ติงสมิตร’ ข้องใจท่าที ‘ประธานสภา’ รอบคอบหรือซื้อเวลาปมน้องครูใหญ่ซุกหุ้น!
by
Tags: