หลังม่าน ‘วงการตราชั่ง’ ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นศาล ‘คดีศักดิ์สยาม’

ชุลมุนหลังม่านตุลาการฯ ชนวน “ประธานสภาฯ” ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นเขียงศาลฎีกา ตั้งองค์คณะไต่สวน ชี้ขาดปมมติยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตบิ๊กเนมสีน้ำเงิน ปมให้นอมินีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม จะมีการ “ตัดตอน” ไม่ให้เรื่องถึงศาลหรือไม่ผ่านมาราว 2 เดือนแล้ว หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ขอให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาตั้งองค์คณะไต่สวนอิสระ กรณีกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่ามติดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดย “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา “สายตรงบุรีรัมย์” ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ดำเนินการแต่งตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองฯ” เพื่อพิจารณาว่า สามารถส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งองค์คณะไต่สวนได้หรือไม่เรื่องนี้จึงน่าสนใจ เพราะ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หัวหอกจากพรรคส้ม ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ไว้ 4 ข้อ ได้แก่(พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน)1. ใช้เวลานานเกินกว่ากรณีที่ผ่านมา แม้ประธานรัฐสภาจะอ้างว่าปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นเดียวกับในอดีต แต่ในกรณีล่าสุด “ประธานมงคล สุระสัจจะ” ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ใช้เวลาไม่ถึง 41 วันในการพิจารณาส่งเรื่องไปยังศาล ขณะที่กรณีนี้ผ่านไปแล้วถึง 74 วัน แต่ประธานโสภณกลับดำเนินการเพียงตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง2. อ้างความเป็นอิสระ แต่กลับเลือกกรรมการเองทั้งหมด การอ้างว่าต้องการให้คณะกรรมการทำงานอย่าง “อิสระ” กลับสวนทางกับการดำเนินการ เนื่องจากประธานรัฐสภาเป็นผู้เลือกกรรมการเองทั้งหมด แบบผูกขาด และยังปกปิดรายชื่อกรรมการ ทำให้คณะกรรมการชุดนี้กลายเป็นคณะบุคคลที่ “อิสระจากประชาชนในการตรวจสอบ”3. ไม่มีหลักประกันว่าผู้ร้องจะได้ชี้แจง แม้อ้างว่าต้องการให้การพิจารณามีความรอบคอบ แต่กลับไม่มีการกำหนดหรือรับประกันว่าจะเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้องเข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการในระหว่างกระบวนการพิจารณา4. ยังไร้กรอบเวลาที่ชัดเจน ประธานรัฐสภาปฏิเสธว่าไม่ได้ยื้อเวลา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนว่า คณะกรรมการชุดนี้จะต้องดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภาภายในกี่วันประเด็นเหล่านี้ทำให้ฝ่ายค้านกังวลว่า นอกเหนือจากคดีโกง สว. ซึ่งอาจมีการตัดตอนในชั้น “องค์กรอิสระ” ไม่ให้ไปถึงศาลแล้ว กรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องแบบ “ค้านสายตา” ประชาชน และถูกมองว่า“สวนทาง”กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ “ศักดิ์สยาม” จะมีการตัดตอนไม่ให้ไปถึงศาลด้วยหรือไม่(ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย)“หากเรากังวลว่า กกต.จะตัดตอนคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาลฉันใด เราก็ควรกังวลว่า ประธานรัฐสภาจะตัดตอนเรื่อง ป.ป.ช. และคุณศักดิ์สยาม ให้ไปไม่ถึงศาลฉันนั้น เพราะทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ ที่ระบอบสีน้ำเงินคงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องไปถึงศาล” พริษฐ์ ระบุในข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 โดยมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง หรือพ้นจากตำแหน่งรมว.คมนาคม ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2566 กรณีถูกกล่าวหาว่าให้ “นอมินี” ถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่ากว่า 119.5 ล้านบาทอย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเฉพาะเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง “เฉพาะตัว” คือ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากเก้าอี้ รมว.คมนาคม แต่ไม่ได้มีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมในเรื่อง “เพิกถอน” สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จึงทำให้ “ศักดิ์สยาม” ยังคงมีสิทธิ หากจะ “คัมแบ็ก” มาเล่นการเมืองในอนาคตทว่า ยังมีชนักติดอยู่เหลือเพียง 1 คดีในชั้น ป.ป.ช. จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ แต่ภายหลังใช้เวลาไต่สวนราว 2 ปี “องค์กรสนามบินน้ำ” กลับมีมติออกมาอย่างเงียบ ๆ กระทั่งถูกขุดคุ้ยเปิดโปงโดยสื่อมวลชน จนต้องออกเอกสารข่าวชี้แจง ยืนยันข้อเท็จจริงว่า “ศักดิ์สยาม” มิได้มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ แต่อย่างใดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ได้วินิจฉัยและมีมติบนข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อีกทั้งได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญป.ป.ช.ยังชี้แจงด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วข้างต้นคือ “คำชี้แจง” จาก ป.ป.ช.ในเรื่องนี้ ซึ่งถูกมองว่า “ค้านสายตา” สาธารณชนโดยทั่วไป พรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ “แวดวงตราชั่ง” ด้วยกันเองแต่มีการประเมินกันว่า สาเหตุที่“น้ำเงิน”ต้อง“ยื้อยุด” ยังไม่ยอมส่งเรื่องที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยามให้ศาลฎีกาพิจารณาตั้งองค์คณะไต่สวนเสียที อาจเกี่ยวข้องกับ“อดีตผู้พิพากษา”บางคน ซึ่งปัจจุบันเป็น“กรรมการ ป.ป.ช.” และเคยมี“ความหลัง”เกี่ยวกับกรณี“ปรับปรุงศาล” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาระดับสูงในศาลแห่งหนึ่งแม้ท้ายที่สุดคดีดังกล่าวจะมีบทสรุปเพียงการลงโทษ “บิ๊กเนม” ในสำนักงานศาลยุติธรรม แต่อดีตผู้พิพากษารายนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการ ป.ป.ช. กลับไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหา และพ้นบ่วงคดีดังกล่าวไปทว่า ในช่วงเวลาที่มีการสืบสาวราวเรื่อง เกิดข้อพิพาทและความบาดหมางขึ้นกับ “ผู้พิพากษา” หลายคนในประเด็นดังกล่าว ว่ากันว่าได้กลายเป็น “รอยร้าว” ที่ยากจะกลับมาประสานกันได้ดังนั้นจึงมีข้อสังเกตว่า หากท้ายที่สุดกรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องกล่าวหาคดีศักดิ์สยาม ถูกส่งขึ้นไปถึงที่ประชุมศาลฎีกา อาจมีผู้พิพากษาบางคนเดินเกม“เอาคืน” จากเหตุการณ์“ปรับปรุงศาล” จนส่งผลกระทบต่อสถานะ หรือเสี่ยงพ้นเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่นอกเหนือจากเรื่องความบาดหมางข้างต้นแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า คดีให้นอมินีถือครองหุ้นของ “ศักดิ์สยาม” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ ป.ป.ช.กลับ “หักลำ” คำวินิจฉัยดังกล่าว โดยใช้ “เทคนิคเชิงกฎหมาย” ไปวินิจฉัยในข้อกฎหมายอีกประเด็นหนึ่ง จนทำให้ศักดิ์สยามพ้นบ่วงได้อีกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับ “แวดวงตราชั่ง” บางส่วนเช่นกันหากสุดท้ายปล่อยให้เรื่อง ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม หลุดไปถึงชั้นที่ประชุมศาลฎีกา อาจส่งผล “ทางลบ” ต่อ “องค์กรสนามบินน้ำ” ซึ่งปัจจุบันถูกตั้งข้อสังเกตว่ามี “บารมีสีน้ำเงิน” แผ่ปกคลุมอยู่ รวมถึงอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ ป.ป.ช. ซึ่งมีกรรมการบางรายที่เคยมี “ความหลัง” ในเรื่อง “ปรับปรุงศาล”บทสรุปสุดท้ายของเรื่องนี้จึงต้องจับตาว่า “ประธานสภาฯ” จะยื้อเรื่องไว้ได้อีกนานเพียงใด และ “ฝ่ายค้าน” จะมีพลังมากพอที่จะลากเรื่องนี้ไปจนถึงปลายทางหรือไม่เพราะเกมนี้ไม่ได้มีเดิมพันเพียงชะตากรรมของ “ศักดิ์สยาม” หากยังสะท้อนถึงแรงปะทะระหว่าง “การเมือง-องค์กรอิสระ-ศาล” และสุดท้ายแล้วกระบวนการตรวจสอบจะเดินไปถึงปลายทาง หรือจะถูกสกัดไว้กลางทางเสียก่อน


Posted

in

by

Tags: