นายกฯ แชร์สนั่น! ชำแหละเหตุ ‘ไอติม’ แพ้น็อก ‘นภินทร’ กลางกรรมกรข่าว

โซเชียลฮือฮา “อนุทิน” แชร์โพสต์นักวิชาการอิสระ สรุปเหตุ “ไอติม พริษฐ์” แพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ชี้ตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่เมื่อถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่ง29 สิงหาคม 2569 – กลายเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียล เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แชร์โพสต์ของ ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ซึ่งแสดงความคิดเห็นถึงการสนทนาระหว่าง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”โพสต์ดังกล่าวสรุปในมุมมองของผู้เขียนว่า เหตุใด “ไอติม” จึง “แพ้น็อก” นายนภินทร กลางรายการ โดยระบุถึงการตั้งคำถามและข้อกล่าวหาในหลายประเด็น รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำโพสต์ดังกล่าวมาแชร์ต่อสำหรับข้อความที่ ธารินี วรินทรากุล โพสต์ ระบุว่าดิฉันสรุปให้สั้น ๆ ว่า เหตุใด “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีพูดเก่งกว่าหรือใช้อารมณ์เสียงดังกว่าค่ะ แต่เป็นเพราะตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า“มีคนบอกมา”“ผมตั้งข้อสังเกต”“ผมไม่ได้กล่าวหา”และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”พูดง่าย ๆ คือ ตอนตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่งค่ะเริ่มจากการกล่าวหารัฐมนตรีว่า “ไร้จิตสำนึก” เพราะไม่เข้าสภาไปตอบกระทู้ ทั้งที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต้องประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัดร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คนเมื่อถูกถามกลับตรง ๆ ว่า การไปจัดการความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ตนเป็นคนไร้จิตสำนึกอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดคือการยอมรับว่า คำพูดก่อนหน้านี้อาจรุนแรงเกินไปแต่ไอติมไม่ขอโทษค่ะกลับยืนยันเพียงว่า รัฐมนตรีต้องมาสภาเพราะเป็นหน้าที่ดิฉันจึงอยากถามว่า แล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีหรือคะ? หรือในความเข้าใจของฝ่ายค้าน หน้าที่ของรัฐมนตรีมีเพียงการมานั่งเป็นฉากให้ตนเองอภิปรายและตัดคลิปลงโซเชียลเท่านั้น?จากนั้นเข้าสู่ประเด็นพยาน A ซึ่งไอติมอ้างว่าไปขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาพบ แต่ชี้แจงว่าเมื่อทราบว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องใด ก็ให้ออกจากห้องและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่ามีข้าราชการระดับ C8 และ C9 อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงมีหนังสือราชการเกี่ยวกับการประชุมเรื่องไก่งวงรองรับที่มาของการนัดหมายนี่คือคำชี้แจงที่มีทั้งชื่อพยานแวดล้อมและเอกสารซึ่งสามารถตรวจสอบต่อได้แล้วฝั่งไอติมมีอะไรคะ?คำตอบคือ ไม่มีเอกสาร และอาศัยเพียงคำบอกเล่าของบุคคล A ก่อนนำมาตีความต่อว่า “จึงทำให้เชื่อได้ว่า…”การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านค่ะ แต่การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์”มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐานค่ะประเด็นถัดมา ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คนจึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกันคำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหนคะ?ผู้ถูกกล่าวหาจะจ้างทนายคนเดียวกัน จ้างเป็นกลุ่ม หรือแยกกันจ้าง เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของแต่ละคน การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริงถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประโยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหายิ่งคำถามเรื่องมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์หลายคน ยิ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ “ขอให้สงสัยไว้ก่อน”รัฐมนตรีตอบชัดว่า ในแต่ละวันมีคนเข้าออกกระทรวงประมาณ 4,000–5,000 คน แล้วรัฐมนตรีต้องทราบหรือคะว่าใครเข้ามาพบหน่วยงานใด มาทำธุระเรื่องอะไร และมีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. หรือไม่?เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงพยายามโยงทุกอย่างมาหาตน ไอติมกลับตอบว่า “ไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ”นี่แหละค่ะ เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตาตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้นกล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน อย่างนี้สะดวกดีนะคะช่วงที่น่าฟังที่สุดคือเมื่อรัฐมนตรีถามกลับว่า เหตุใดไอติมจึงเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งที่เรื่องนี้มีทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง เหตุใดจึงไม่วางข้อมูลทั้งสองด้านให้ประชาชนพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมคำตอบของไอติมคือ ตนไม่ได้เสนอข้อมูลข้างเดียว แต่เสนอ “เฉพาะข้อมูลที่ตนมี”ดิฉันฟังแล้วแทบอยากถามกลับว่า หากข้อมูลที่มีเป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเอกสารยืนยัน และยังไม่ฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาให้ครบ แล้วรีบนำออกมาชี้นำสังคม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมีน้อยอย่างเดียวนะคะแต่อยู่ที่รู้น้อย แล้วยังรีบกล่าวหาแรงเกินหลักฐานด้วยค่ะท้ายที่สุด รายการนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมเห็นหลักฐานใหม่ที่มัดตัวรัฐมนตรี แต่กลับทำให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อสงสัย” มากกว่า “ข้อพิสูจน์”ถามได้ค่ะ ตรวจสอบได้ และควรตรวจสอบอย่างถึงที่สุดด้วย แต่ถ้าจะกล่าวหาผู้อื่นว่าไร้จิตสำนึกหรือพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานหลักฐานของตนเองเช่นกันเพราะการเรียนมาดี พูดคล่อง และเรียบเรียงประโยคสวย ไม่ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงค่ะและคำว่า “ผมไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ” ก็ไม่ใช่ยางลบวิเศษที่จะลบผลกระทบจากคำกล่าวหาที่ปล่อยออกไปแล้วได้ครั้งนี้ไอติมไม่ได้แพ้เพราะถูกใครปิดปาก แต่แพ้เพราะเมื่อเปิดพื้นที่ให้พูดจนเต็มที่แล้ว สิ่งที่นำมาแลกกับคำชี้แจง กลับมีเพียงคำบอกเล่า การคาดเดา และข้อสงสัยที่เจ้าตัวยังไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจนสรุปตรง ๆ นะคะตั้งใจจะขึ้นเวทีไปชำแหละรัฐมนตรี แต่พอถูกถามกลับทีละข้อ กลับกลายเป็นชำแหละมาตรฐานการตรวจสอบของตัวเองให้คนทั้งประเทศดูเสียอย่างนั้นใครยังคิดว่าดิฉันสรุปแรงเกินไป ลองฟังบทสนทนาเต็มแล้วตัดสินด้วยตัวเองได้ค่ะ เพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีใครทำคลิปตัดต่อเพื่อช่วยรัฐมนตรีเลยคำตอบของไอติมแต่ละช่วง ทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะรับชมรายการต้นทาง : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ⁠ข้อกล่าวหาที่อภิปรายในสภาก่อนหน้า : ข่าวการตั้งกระทู้ของพริษฐ์.


Posted

in

by

Tags: