เอาแล้วไง! แฉฮั้ว สว. ‘สายสีส้ม’ นัดเกือบ 400 คน เก็บมือถือ-กักตัว ก่อนแจกโพย 190 ชื่อ

อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มท่องเที่ยว อ้างมีหลักฐานเครือข่าย “สว.ประชาชน” นัดผู้สมัครเกือบ 400 คนก่อนเลือกระดับประเทศ ชี้ กกต.ตั้งคณะไต่สวนแล้ว มีผู้ถูกกล่าวหาพัวพัน 202 คน เตรียมยื่นประธาน กกต. ขอให้พิจารณาพร้อมคดีฝั่งสีน้ำเงิน 14 ก.ย.นี้9 กันยายน 2569 – จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติในคดีฮั้ว สว. วันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีและ สส. 21 คน สว. 138 คน ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่าย 19 คน ท่ามกลางความสนใจว่า กกต.จะมีมติออกมาอย่างไร ล่าสุดมีอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาเปิดเผยข้อมูล โดยอ้างว่าพฤติกรรมในลักษณะสมยอมกันเลือกไม่ได้มีเฉพาะฝั่งที่ถูกเรียกว่า “สีน้ำเงิน” เท่านั้น แต่ยังมีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เรียกว่า “สายสีส้ม” อยู่ด้วยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 กลุ่มการท่องเที่ยว รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า เคยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สายสีส้ม” โดยอ้างว่ามีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นระบบเช่นกันอดีตผู้สมัครรายดังกล่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกระดับประเทศ 1 วัน โดยเครือข่ายดังกล่าวได้นัดรวมตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน ภายในห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมมีมาตรการควบคุม ทั้งการเก็บโทรศัพท์มือถือ ให้ใส่สายรัดข้อมือ และให้ผู้สมัครอยู่ภายในพื้นที่ที่กำหนดจากนั้น มีแกนนำขึ้นบรรยายเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง โดยอดีตผู้สมัครรายนี้อ้างว่า มีการโน้มน้าวให้ผู้สมัครบางส่วนไม่ลงคะแนนให้ตนเอง แต่ให้ลงคะแนนแก่ “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางรายชื่อ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ได้ สว.อย่างน้อย 100 คน เพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญอดีตผู้สมัคร สว.รายนี้เปิดเผยต่อว่า ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้นำหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่ตนเห็นว่าเป็นการสมยอมกันเลือก รวมถึงตารางรายชื่อ ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ภายในกรอบเวลา 3 วันตามกฎหมายโดยระบุว่า กกต.ได้รับเรื่องไว้พิจารณาและตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 พร้อมเรียกตนเข้าให้ปากคำและบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดรวม 4 ครั้ง และอ้างว่า ปัจจุบันสำนวนดังกล่าวมีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับฝั่งที่เรียกว่า “สีส้ม” จำนวน 202 คน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เป็น สว.และผู้สมัครสำรองสำหรับประเด็นข้อกฎหมาย อดีตผู้สมัครรายดังกล่าวเห็นว่า เกี่ยวข้องกับการสมยอมกันในการเลือก รวมถึงการให้และรับผลประโยชน์ โดยอ้างถึงการเช่าห้องจูปิเตอร์ 1-3 ซึ่งมีค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรวมไม่น้อยกว่า 200,000 บาทอดีตผู้สมัครรายนี้เห็นว่า หากมีบุคคลออกค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ให้ผู้สมัครใช้เป็นจุดนัดหมายเพื่อดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง อาจเข้าข่ายการให้หรือรับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” เพื่อจูงใจให้เกิดการลงคะแนนตามที่กำหนด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 และมาตรา 81 โดยมีทั้งโทษทางอาญาและผลต่อสิทธิทางการเมืองทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กกต.อาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สีน้ำเงิน” แต่สำนวนที่อดีตผู้สมัครรายนี้กล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับ “สายสีส้ม” จำนวน 202 คน อาจไม่ได้รับการพิจารณาในคราวเดียวกันนั้น อดีตผู้สมัครรายดังกล่าวเตรียมยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.อีกครั้ง เพื่อขอให้พิจารณาและลงมติสำนวนดังกล่าวพร้อมกันในวันที่ 14 กันยายนนี้พร้อมระบุว่า หาก กกต.เพิกเฉยต่อสำนวนและพยานหลักฐานที่ได้ยื่นไว้ จะพิจารณาดำเนินการในประเด็นที่เห็นว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป.


Posted

in

by

Tags: