เปิดใจ กกต. เสียงข้างน้อย "สิทธิโชติ" ยันหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก บางกรณีถูกตัดตอนตั้งแต่ระดับอำเภอ เชื่อ ออกมาพูดไม่มีอะไรเปลี่ยน ทุกอย่างอยู่ที่ดุลพินิจศาลฎีกา15 กันยายน 2569 – ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ให้สัมภาษณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่าไม่ได้พอใจในมติที่ออกมา แต่จากที่ติดตามข่าว การแถลงของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวานนี้ ว่าก่อนแถลงข่าวมีการตกลงกันแล้วว่าในการแถลงข่าวจะต้องชี้แจงทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ เพื่อความชัดเจน พร้อมกับยก Press ข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการแจ้งถึงมติในแต่ละข้อกล่าวหาที่ชี้มูลว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร"ในที่ประชุมพูดกันว่าไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อ ว่าเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต. ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมากแล้วเสียงข้างน้อย มีกี่เสียง ท่านไปแถลงอาจไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมากท่านอาจไม่ทราบเหตุผลของเสียงข้างน้อยก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านตามที่ท่านลงในซีกของท่าน แต่ขอให้แจ้งว่าในทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มีเอกสารในเรื่องของซึ่งบางคนที่ยกก็มีเอกสารว่าไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้มีบทบาทตามข้อกล่าวหาแล้วที่ลงบางอันก็เอกสารว่ามีความชัดเจนเรื่องของพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เช่นโทรศัพท์และเส้นเงินก็เป็นเอกสารไป"นายสิทธิโชติกล่าวนายสิทธิโชติ กล่าวว่าส่วนสำคัญในข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งบางคนที่มีความสำคัญจะมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง หรือมติข้อกล่าวหาต่อบางคนที่ถูกร้อง 6:1 ส่วนกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็มีมีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ก็มี ย้ำว่าเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้าแต่ไม่ใช่มติ 5:2 ทั้งหมดเมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่จะพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน นายสิทธิโชติ ยอมรับว่า ตนเอง และนายชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏ ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ เพราะต้องมองบริบทว่า การกระทำไม่ได้ทำที่จุดเดียวแต่กระจายไปทั้งประเทศ และที่จับได้ไล่ทัน มีอยู่บางจุด ที่กระบวนการในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มีการประชุมในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย ซึ่งโพยที่จับได้มี 12 โพย ระบุหมายเลขที่เขียนเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกจะอยู่ใน 12 หมายเลข เกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย ก็แสดงเห็นว่าการทำโพยนั้นเป็นการทุจริตการเลือกตั้งและอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องอาญา หากเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 77 (1)"ถ้าเรามองอย่างนี้ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มดังกล่าวเมื่อจัดทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เพราะให้การครั้งแรกมีการกระทำจากการประชุมพรรคมอบหมาย สส. ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดังกล่าวเป็นคนดำเนินการ และมีการดำเนินการเช่นนั้นจริงผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูดตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริงเป็นไปตามคำของเขามันก็น่าเชื่อถือ"นายสิทธิโชติกล่าวนายสิทธิโชติ กล่าวต่อ ส่วนเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานปากนี้ ให้การว่า มีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ วันที่ 21 และคนที่ที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต. ว่า วันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุมสว. ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา"มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ"นายสิทธิโชติกล่าวนายสิทธิโชติ กล่าวต่อว่า ยังมีพยานอีกปากชื่อนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้เล่ามาตรงกับพยานที่ 16 / 26 ซึ่งเป็น 2 คนแล้ว และพยานที่กลับคำให้การ ตนเห็นว่าไม่น่ากลับคำด้วยกันถูกข่มขู่ เพราะเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่ก็ได้ เขาเป็นผู้มีบารมีเป็นสส. ของพรรคการเมือง ตอนให้การยังเป็น สส.ใครจะข่มขู่เขาส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่ และอีกหนึ่งข้อเท็จจริง คือ มีมายื่นหนังสือกลับคำให้การ ตอนนั้นมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว คาดว่าจะเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากช่วงเวลาที่ให้การนานมาก"ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่งมองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ว่าเป็นความเห็นของเสียงข้างมากแต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก"นายสิทธิโชติกล่าวนายสิทธิโชติ ชี้แจงว่าการยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และกล่าวหาที่ 2 มติ กกต. ที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ส่วนในบุคคลสำคัญมีแต่มติ 5:2เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จะมีการฟ้อง 157 กับกกต. นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ฟ้องตนไปตนก็มีหลักฐานการปฎิบัติหน้าที่และมีเหตุผลในการเขียนชี้แจงยึดโยงข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยสั้นๆ เหมือนเหตุผลที่ศาลเขียน ว่าเห็นภาพอย่างไรมีพยานอ้างอิงจับต้องได้เมื่อถามว่ามติกกต.ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อยข้างมากแต่สะท้อนถึงความแตกแยกของกกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล เหตุผลที่ได้แจ้งไปเป็นการหยิบเล็กหยิบน้อยของการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำการพิจารณาหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นบ่อนทำลาย ส่วนเราก็หยิบเล็กหยิบน้อยเพื่อเห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไรไม่ใช่แค่จับแค่งวง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้างเมื่อถามว่า มติของกกต. 77 คนที่ออกมาถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่ามีเอกสารอยู่บางกลุ่ม ส่วนการลงมติผู้ถูกกล่าวหา สว. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ ในบางกลุ่ม ไม่เชิงเป็นเอกฉันท์ มีมติ 4:3 แต่ที่เอกฉันท์ไม่ใช่ สว. เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออกลงมติเป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างน้อยยืนอยู่ 2 ที่จะลงโทษชัดเจนเมื่อถามว่าเส้นเงินที่มีความชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองเลยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่าเส้นเงินของนักการเมือง ที่มีข้อสงสัย ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเองแต่จะออกจากคนรอบข้างคนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน สิ่งที่ปรากฏจากพยานคือการใช้เงินสด ชั้นที่สี่ของที่ทำการพรรค เป็นคำกล่าวอ้างไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ส่วนเส้นเงินมีปัญหา บางคนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า สว. ตัวจริงบางคน จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นไปไปถึงไหน นั้นได้สอบถามคณะอนุที่ 26 ซึ่งพบว่ามีมือโอนมือจ่ายไปทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเส้นนี้ จึงไปต่อไม่ได้ แต่ส่วนตัวยังเห็นว่าผิดเมื่อถามว่า ในการพิจารณาหลักฐานของอนุกรรมการแต่ละชั้น ต้องมีมติในการตรวจสอบพยานหลักฐานต่อหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตอนนี้สำนวนจบแล้ว อยู่ที่ว่าจะส่งศาลฎีกาว่ามีความผิดหรือไม่ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนไม่ได้ควานหาอีกเนื่องจากเนื่องจากหมดเวลา ส่วนทางดีเอสไอทำเรื่องฟอกเงินเมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ไม่ได้ถูกกล่าวหาจากทางกกต. อาจจะถูกกล่าวหาจากทาง DSI ได้ เนื่องจากเส้นเงินสาวไปถึง นายสิทธิโชติกล่าวว่าก็อาจจะเป็นไปได้ DSI ต้องไปวิเคราะห์เอาเองเมื่อถามว่าในพยานหลักฐานมีการพูดถึงคนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรหัวสวจริงหรือไม่นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีพยานพูดถึง แต่มีเพียงถ้อยคำคำพูดเท่านั้น แต่ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุนเป็นเพียงคำพูดอย่างเดียว "อย่างที่ผมพูดคำพูดของคนมันเชื่อไม่ได้แม้แต่ตัวคนเรายังไม่เชื่อเลย ว่าสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ" นายสิทธิโชติกล่าวเมื่อถามว่าพยานมีการให้การขัดแย้งกันหรือไม่นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีความขัดแย้งบ้าง คือพยานปาก 16/26 บอกว่าหากได้ สว.ระดับประเทศที่จะไปเลือก อยู่ในกลุ่ม 15-20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน แล้วให้ส่งชื่อไปยังผู้มีอำนาจในพรรคมีสายโทรศัพท์เชื่อมถึงด้วย ซึ่งจะให้ส่งต่อไปยัง สส. และส่งต่อไปยังรัฐมนตรี เพื่อลงในโพย ซึ่งพยาน 2 ปาก ให้ข้อมูลขัดแย้งกันคนนึงบอกว่าส่งได้ 2 คน เรื่องนี้เรียกมาสอบหลังจากเกิดเหตุการณ์นานกว่า 1 ปี การกระทำเหล่านี้เป็นการปกปิดวิธีการทำ แต่ทุกครั้งที่มีการนัดประชุมจะมีการเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพหรือยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด แต่คนจำนวนเยอะปิดยากหน่อยทั้งนี้ พยานที่ 16 ที่มากลับคำให้การแล้วบอกว่าพลอยไม่มีอยู่จริง มาทำโพยเอาทีหลังหลังจากที่คณะที่ 26 มาสอบ ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ในวันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 กล้องยังถ่ายอยู่มีผู้มีสิทธิ์เลือกสว. ดึงโพย ออกมาเพื่อจะลอก แสดงว่าในวันนั้นมีโพยอยู่แล้ว ไม่ได้มาทำในช่วงที่คณะที่ 26 สืบสวน และคนที่จับได้และมาให้การ บางคนถ่ายภาพไว้แต่ไม่รู้ว่ายังอยู่ในโทรศัพท์ จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้วไม่ใช่คณะที่ 26 มากลั่นแกล้งเขา เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนต้องดูว่าใครถูกกลั่นแกล้งอย่างไร เพื่อยกฟ้องแต่หากเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง ซึ่งมีเกลื่อนเมืองและมีการฟ้องกันเกือบทุกจังหวัด ก็ต้องมาพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ แล้วต้องดูว่าทำผิดมากน้อยแค่ไหน"คณะที่ 26 ที่ตั้งขึ้น เนื่องจากพนักงานสืบไต่สวนทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย ว่าผมมาสมัครเองควักเงินเอง แต่ละคนก็พูดทำนองนี้ว่าผมสนใจในการเมือง แต่ก็เห็นคนอื่นดีกว่าผมก็เลยไม่เลือกตัวเอง ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้งๆที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร มันเห็นชัดแต่ก็ถูกตัดตอน แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมาย ว่าต้องขอความร่วมมือจาก DSI ฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาค มานั่งคิดกันตั้งแต่ต้น ผมนำเรียนกับกกต.ตั้งแต่แรกว่าต้องอย่างนี้ถึงจะทำให้งานไปด้วยกันได้ กกต.ไปเขาไม่ให้ตรวจแต่พอเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเขาก็ให้ความจริง จึงมาจบที่คณะที่ 26"นายสิทธิโชติกล่าวนายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึงเรื่องโพยว่า กรณีโพยมี 2 ความหมาย จะมีใบสว. 3 ที่ให้ผู้สมัครจด ชื่อผู้ที่จะเลือกได้ ถือเป็นบันทึกช่วยจำแต่สิ่งที่จะผิดได้ คือบันทึกที่มีอยู่ที่เป็นตัวเลขต่างๆเราไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดให้ การที่คนอื่นคิดให้แล้วไปรวมกันแล้วทำแบบเดียวกัน ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่าไม่ได้เกิดจากดุลพินิจ ของคนที่จะใช้สิทธิ์เลือกสว.ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่การทำแบบนี้เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปไม่จริตและเที่ยงธรรมโดยไม่ต้องอาศัยตัวบทกฎหมายอื่น จึงเกิดปัญหาไม่มีชื่อตัวเองในโพยคนเหล่านี้ก็กลับมาโวยวาย มาเป็นพยานให้กับเราเมื่อถามว่า การออกมาเปิดเผยแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ว่าเมื่อไปศาลฎีกา ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งการไต่สวนของศาลฎีกาสามารถเรียกพยานอื่นๆไปไต่สวนได้ แต่ศาลจะดำเนินคดีกับคนที่ไม่ได้ร้องไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาใช้อำนาจ หรือผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นร้องต่อศาล แล้วศาลเห็นว่าควรรับไว้ด้วยก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะขณะที่ สว.ที่ลงสมัครผิดกลุ่มและยังเป็น สว.อยู่ นายสิทธิโชติ กล่าวถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้ กรณีหนึ่งมีการสมัคร สว.ในกลุ่มเกษตรกร มีอาชีพทำนาเกลือ เพราะผู้สมัครในกลุ่มเกษตรกรมีการใช้คำว่า “หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน” ซึ่งมีคนรับรอง 2 คนถูกต้องตามกฎหมาย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งในระดับอำเภอก็เห็นว่าเขาประสงค์ที่สมัครเข้ากลุ่มนี้ภายหลังมีผู้มาร้องต่อผู้อำนวยการเลือกตั้งในระดับจังหวัดว่ามีการรับเป็นผู้สมัครโดยมิชอบ เพราะไม่น่าจะเป็นเกษตรกรได้ โดยกรณีนี้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยทำนองว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับอำเภอทำถูกแล้ว เพราะผู้สมัครรับรองตนเองว่าอยู่ในกลุ่มนี้ และมีการยกคำร้อง ซึ่งกรณีนี้หากเห็นว่าผิดกลุ่ม ผิดคุณสมบัติแล้วมีคนมาร้องต่อ กกต.และส่งศาลฎีกาวินิจฉัยก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มาที่ กกต.นอกจากนี้ยังมีกรณีของ สว.ที่ขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู ที่ไม่ถูกกลุ่มอาชีพเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ร้องผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่รับสมัคร แต่ร้อง กกต.ว่า กกต. วินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม ในคำวินิจฉัย กกต. บอกไว้ว่าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้ไปไต่สวนว่าเขาประกอบอาชีพนี้จริง และผู้คัดค้านก็ไม่ได้ให้เป็นอย่างอื่น จึงวินิจฉัยสมัครถูกกลุ่มโดยปกติแล้วตามกฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้าปรากฏต่อ กกต.ภายหลังว่า สว.ไม่มีคุณสมบัติให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้พ้น แต่กรณีนี้มีการไปร้องต่อศาลฎีกา ต้องดูต่อไปว่าจะเดินอย่างไรเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไปร้องศาลเมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่า เป็นกกต. สีน้ำเงิน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความเห็นเป็นตัวชี้ หากความเห็นฟังขึ้นไม่ว่าเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไหนก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในเมื่อเสียงข้างมากเห็นเป็นแบบนี้ และไปเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็มองแบบนั้นได้ แต่ในตนขอให้ดูเหตุผลที่แต่ละท่านวินิจฉัยในการที่จะบอกว่าอยู่ในกลุ่มไหน แต่คนที่มาอยู่ในระดับกรรมการ กกต. ก็เหมือนเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากจะทำดีให้กับบ้านเมือง คำตอบน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่าส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาให้ข้อมูลว่า มีกรรมการ กกต.อย่างน้อย 2 คน ที่เกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการฮั้ว สว.ด้วย นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่เห็น ส่วนที่สงสัยว่าไปร่วมเก็บโพยนั้น อันนั้นไม่ใช่การร่วมขบวนการ แต่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นการเดินเก็บโพย ซึ่งในโพยนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากการกระทำในแต่ละที่ที่มีการทำหรือไม่ หรือเป็นโพยที่จดบันทึกความจำตัวเอง เรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้โดยระหว่างขึ้นรถ นายสิทธิโชติ ยังเปิดเผยด้วยว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตอบไม่ได้เพียงแต่ว่าผู้สื่อข่าวถาม จึงชี้แจงว่ามติในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่ได้เอกฉันท์ มีเสียงข้างมาก ข้างน้อย และมีความต่างอยู่เมื่อถามว่าโล่งใจใช่หรือไม่กับสิ่งที่พูด นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ก็สบายใจขึ้น เพราะเมื่อคืนมีคนโทรมาหา จึงต้องชี้แจงว่าความจริง มีเสียงมากข้างน้อยอยู่
สบายใจได้พูดความจริง! ‘สิทธิโชติ’ กกต. เสียงข้างน้อย ยันเส้นเงินโยงนักการเมืองถูกตัดตอน
by
Tags: