อภิสิทธิ์” นำทีม ปชป. ชำแหละมติ กกต.คดีฮั้ว สว. ตั้งคำถามจาก 229 เหลือ 77 คน ไร้บิ๊กการเมือง จี้เปิดเหตุผลรายบุคคล พร้อมช่วยผู้เสียหายเดินหน้าฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาดำเนินคดีกับบุคคลรวม 77 คน ถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เคยเสนอให้ดำเนินคดีถึง 229 คน ซึ่งครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และยังน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต.นอกจากนี้ กกต. ยังใช้วิธีนำบรรทัดฐานคดีอาญามาเป็นหลักในการพิจารณา ทั้งที่ กกต. มีอำนาจทั้งคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง ซึ่งการพิจารณาคดีเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย แต่ใช้เพียงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นและจากข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อหา โดยเฉพาะข้อหาที่ 3-7 ที่ กกต. มีมติส่งศาล 77 คน มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นขบวนการ ไม่ใช่ความผิดรายบุคคล บุคคลในกลุ่มที่ถูกยื่นฟ้องหลายคนเป็นบุคลากรของพรรคการเมืองเดียวกัน และมีรูปแบบการกระทำที่คล้ายคลึงกันอย่างเป็นระบบ แต่ กกต. ไม่ได้นำประเด็นนี้มาพิจารณาว่าใครคือผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังนายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามถึงการให้น้ำหนักพยานที่กลับคำให้การ โดยประธาน กกต. ระบุว่า พยานมีความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกขับออกไปอยู่พรรคกล้าธรรม ซึ่งในความเป็นจริงทั้งสองพรรคไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ส่วนข้ออ้างเรื่องการถูกข่มขู่ นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า พยานเข้าให้การครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว จึงเกรงกลัวตั้งแต่แรกนอกจากนี้ การกลับคำให้การยังทำเป็นเพียงหนังสือ โดยไม่ระบุรายละเอียดของผู้ข่มขู่ ที่สำคัญพยานคนดังกล่าวเดิมมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อให้การเป็นประโยชน์จึงถูกกันไว้เป็นพยาน แต่พอพยานอ้างว่าคำให้การเดิมเป็นเท็จ กกต. กลับไม่ดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ และไม่นำสถานะกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่ชุดทำงานกลับยอมรับการกลับคำให้การ โดยพยานไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธพรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด และจากการตรวจสอบรายชื่อพบว่า สส. คนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดี ในช่วงเกิดเหตุการณ์น่าจะดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานใน 4 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก เมื่อ กกต. วินิจฉัยว่ามีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI จะต้องสอบสวนขยายผลต่อตามที่อัยการเคยมีหนังสือตั้งข้อสังเกตไว้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดแทรกแซง หลังมีข่าวพยายามโยกย้ายเจ้าหน้าที่ชุดทำคดี พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ให้ศาลฎีกาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่ส่งแค่ตัวคำร้อง และหากการไต่สวนในชั้นศาลปรากฏข้อเท็จจริงพัวพันถึงบุคคลอื่น กกต. จะต้องดำเนินคดีต่อ จะตัดจบเพียงแค่ 77 คนไม่ได้นายอภิสิทธิ์ ระบุอีกว่า พรรครับทราบว่ามีผู้เสียหายเตรียมดำเนินคดีกับ กกต. ตามกฎหมาย กกต. มาตรา 69, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 โดยทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายอย่างเต็มที่ ทั้ง สว. สำรองและผู้สมัครระดับต่าง ๆ ในการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา หรือใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ กรณีถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ หรือการใช้สิทธิเสรีภาพอันอาจเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครอง เนื่องจากทำให้ระบบรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ผู้สื่อข่าวถามว่า กรอบเวลาและการปฏิบัติตามกฎหมายของ กกต. อาจล่าช้า ไม่ทันต่อกระแสสังคม นายอภิสิทธิ์ระบุว่า กกต. มีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งพรรคจะไม่ก้าวล่วงเรื่องระยะเวลา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าและพรรคเรียกร้องจาก กกต. คือความโปร่งใส กกต. ต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลเป็นรายบุคคล รวมถึงต้องส่งรายละเอียดเกี่ยวกับการไต่สวนและข้อมูลทั้งหมดไปให้ศาลฎีกาพิจารณานายอภิสิทธิ์ ได้ขยายความถึงเหตุผลของ กกต. ที่สร้างความประหลาดใจแก่สังคม โดยชี้ว่า กกต. มักอ้างเหตุผลในทำนองว่า “มีการโทรศัพท์หากันจริง หรือไปอยู่สถานที่เดียวกันจริง แต่ไม่รู้ว่าคุยหรือประชุมกันเรื่องอะไร ซึ่งตนจะรับฟังเหตุผลนี้ได้ก็ต่อเมื่อ กกต. ได้แสวงหาคำตอบแล้วว่า หากไม่ได้คุยเรื่องฮั้วเลือก สว. แล้วไปเจอกันหรือคุยกันด้วยเรื่องอะไร แต่กลับไม่ปรากฏการหาคำตอบในส่วนนี้เลย”นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริหารพรรคการเมืองยังให้การเป็นหนังสือเพียงสั้น ๆ ว่า ‘ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา’ โดยไม่มีความพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงมาหักล้างพยานหลักฐาน แต่กลับอ้างว่าการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งที่ กกต. สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้ และบุคคลเหล่านั้นก็ควรแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวเกิดอะไรขึ้นจากพฤติการณ์ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์มองว่า เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต. ซึ่งใช้หลักการเดียวกับมาตรา 157 แต่เป็นบทบัญญัติเฉพาะของ กกต. และเป็นหลักเดียวกับมาตรา 172 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนายอภิสิทธิ์ ระบุในช่วงท้ายว่า ขณะนี้มีทั้ง สว. สำรอง และผู้สมัคร สว. ติดต่อเข้ามาขอรับความช่วยเหลือแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นฟ้องโดยตรง หรือต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า การให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่นฟ้องจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาการยื่นตรวจสอบหลายกรณีมักถูกยกคำร้องโดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายที่ต้องช่วยกันสนับสนุนต่อไป ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายเรื่องเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับประชาชนทุกคนข่าวที่เกี่ยวข้อง“อลงกต” พร้อมสู้คดีฮั้ว สว. ยอมรับมติ กกต. ยันทุกอย่างว่ากันตามกฎหมาย “วรศิษฎ์” คุยกับพ่อแล้วหลังมีชื่อถูกสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. พร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง! อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อภิสิทธิ์” ชำแหละมติ กกต. ฟัน 77 คน คดีฮั้ว สว. แต่ไร้เงาบิ๊กการเมือง ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com
“อภิสิทธิ์” ชำแหละมติ กกต. ฟัน 77 คน คดีฮั้ว สว. แต่ไร้เงาบิ๊กการเมือง
by
Tags: