คดี สว.พลิกเกม ‘เขียว-น้ำเงิน’ สัญญาณ ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล?

การเมืองไม่มีคำว่า “บังเอิญ” ง่ายๆ โดยเฉพาะการเมืองที่เต็มไปด้วยเกมต่อรอง ผลประโยชน์ และการวางหมากล่วงหน้าจึงน่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของ “พรรคกล้าธรรม” ที่ระยะหลังเริ่มเปลี่ยนจังหวะจากฝ่ายค้านที่เคยมีท่าทีพร้อมตรวจสอบ “รัฐบาลภูมิใจไทย” มาเป็นฝ่ายค้านที่เริ่มออกอาการ “คอยรัฐบาล” มากขึ้นเรื่อยๆยิ่งเมื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกตัวชัดว่า รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน ควรให้โอกาส และบางเรื่อง “ไม่ควรตีรัฐบาล” ก็ไม่ควรตี จึงยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “น้ำเงิน-เขียว” ถูกจับจ้องอีกครั้งเพราะถ้าเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ย่อมต้องตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านที่พร้อมเว้นจังหวะ พร้อมประคอง และพร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนในเรื่องสำคัญ ก็ย่อมมีคำถามตามมาว่า นี่คือการวางตัวแบบ “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือกำลังปูทางไปสู่ “พรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต”จาก “งดออกเสียง” สู่ “เห็นชอบ”ถ้าดูจากพฤติกรรมการโหวต จะเห็นเส้นทางที่น่าสนใจวันที่ 19 มีนาคม ในการลงมติเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ สมัยที่สอง พรรคกล้าธรรมเลือก “งดออกเสียง”วันที่ 26 สิงหาคม ในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กล้าธรรมก็เลือก “งดออกเสียง” อีกครั้งร.อ.ธรรมนัส อธิบายว่า เรื่องการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อประชาชน การเป็นผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาอย่างละเอียด ไม่ใช่ทำอะไรเพียงเพื่อความสะใจแต่เมื่อมาถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วันที่ 10 กันยายน กล้าธรรมกลับเลือก “เห็นชอบ” เหตุผลที่ ร.อ.ธรรมนัสอธิบายยิ่งน่าสนใจ เพราะระบุว่า งบดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแผนงานที่จัดทำมาตั้งแต่สมัยที่นั่งรองนายกฯ แม้จะมีการปรับลดบางรายการ แต่สาระสำคัญยังอยู่ หากไม่เห็นด้วยก็เท่ากับ “เราเกเร”“ยังไม่ถึงเวลา” เขย่ารัฐบาลอีกจุดที่น่าจับตาคือ ท่าทีต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อถูกถามถึงการร่วมซักฟอกรัฐบาลในสมัยประชุมนี้ ร.อ.ธรรมนัสตอบสั้นๆ ว่า “เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาค่อยว่ากัน” พร้อมระบุว่า “รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงาน ต้องให้โอกาส”ในทางการเมือง การอภิปรายไม่ไว้วางใจคืออาวุธสำคัญของฝ่ายค้าน แต่กล้าธรรมกลับไม่ได้เร่งจังหวะใช้เครื่องมือนี้กับรัฐบาล แต่เลือกที่จะ “รอเวลา” มากกว่า “เปิดเกมทันที”ยิ่งไปกว่านั้น ร.อ.ธรรมนัส ยังย้ำว่า เขากับนายกฯอนุทินเป็นเพื่อนกัน และการพบปะหรือประสานงานบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน “ก็ต้องยอมรับว่าผมทำ”นี่คือคำตอบที่ไม่ต้องตีความว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมนัส-อนุทิน” เป็นเพียงเรื่องในอดีต และความสัมพันธ์นี้ กำลังถูกแปลงเป็น “ทุนทางการเมือง” หรือไม่คดีฮั้ว สว. จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาและเมื่อเดินมาถึงคดีฮั้ว สว. เกมการเมืองยิ่งซับซ้อนขึ้นล่าสุด กกต.มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 77 ราย ขณะที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาในสำนวนรอดทั้งหมดก่อนหน้านั้น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในสำนวน 229 ราย แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน กลุ่มรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน และ สว.สำรองกับผู้สมัคร สว.อีก 50 คนประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ “พยาน 3 ปาก” ซึ่งถูกมองว่า เกี่ยวโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของพรคกล้าธรรม และเคยให้ถ้อยคำพาดพิงฝ่ายภูมิใจไทย ก่อนจะมีการกลับคำให้การในเวลาต่อมาได้แก่"เอกราช ช่างเหลา" อดีตสส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เคยให้การถึง การประชุมวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.โดยมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองริเริ่ม"อัษฎางค์ แสวงการ" สว.ขอนแก่น ซึ่งมีพยานระบุในสำนวน อ้างว่า เอกราช และอัษฎางค์ พบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น และมีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังระดับบิ๊กในบุรีรัมย์ โดยมีหลักฐานบันทึกการติดต่อสื่อสารในพื้นที่"ขจรศักดิ์ ศรีวิราช" สว.พะเยา อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ บิดาของ“ธนพร” หรือพ่อตาของ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้การในตอนแรกว่า ตนเองได้รับเลือกเพราะมีการทำโพย โดยข้อมูลในคดีพยายามเชื่อมโยงเส้นทางการประสานงานกับกลุ่มการเมืองอื่น ๆ เพื่อจัดตั้งกลุ่มผู้ลงคะแนนทั้ง “เอกราช-อัษฎางค์-ขจรศักดิ์” คือประเด็นสำคัญ ที่ทำให้‘สีน้ำเงินรอดพ้นในฐานะผู้บงการคดีฮั้วสว.ตามที่ ประธาน กกต. “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อธิบายว่า พยานกลุ่มดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และความสอดคล้องของคำให้การ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างสำคัญในบางส่วน จนนำไปสู่การไม่ดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้ข้อเท็จจริงจากกระบวนการพิจารณาของ กกต.จะเป็นอย่างไร ก็ต้องแยกออกจากการตีความทางการเมือง เพราะการที่พยานกลับคำให้การ ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า ใครเป็นผู้บงการ หรือมี “ดีลการเมือง” อยู่เบื้องหลังแต่ในทางการเมือง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า เมื่อผลของคดีออกมาในลักษณะที่ทำให้แกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยพ้นจากข้อกล่าวหาส่วนนี้ขณะที่พรรคกล้าธรรมกำลังส่งสัญญาณผ่อนแรงต่อรัฐบาล เมื่อวางเรียงกันแล้ว สะท้อนอะไร โดยเฉพาะเมื่อพยานสำคัญ มีเส้นทางการเมืองเชื่อมโยงกับทั้งภูมิใจไทยและกล้าธรรมนี่จึงเป็น “จุดตัด” ที่ต้องจับตาว่า หลังจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำเงิน-เขียว” จะเดินไปในทิศทางใดอนุทินเปิดประตู “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”และเมื่อวันที่ 11 กันยายน นายกฯอนุทิน ตอบคำถามเรื่องโอกาสที่กล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลว่า “การเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับ ครม. แล้วมีกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาล ก็ตอบว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” แม้จะย้ำว่า “ตอนนี้ยัง” ไม่มีการปรับ ครม.นี่จึงไม่ใช่การปิดประตูตาย เป็นการแง้มประตูไว้ รอให้ถึงเวลาที่ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” ผลักให้เปิดเต็มบานที่สำคัญ หากจะมีการปรับ ครม. และดึงกล้าธรรมเข้าร่วม ย่อมต้องมี “เหตุผลทางการเมือง” มากกว่าเพียงการเพิ่มจำนวนเสียงในสภา โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่ากล้าธรรมจะเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากเพียงใด เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส กำลังรักษาพื้นที่ต่อรองของตัวเองเอาไว้ทุกด้านเมื่อเกมเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “กล้าธรรมจะเข้ารัฐบาลหรือไม่” แต่ต้องจับตาว่า ระหว่างทางจาก “ฝ่ายค้าน” ไปสู่ “พรรคร่วมรัฐบาล” จะมีการเปลี่ยนท่าทีอีกกี่ครั้ง เพราะการเมืองบางเกม เริ่มจากการ “ไม่ตี” กันก่อน จากนั้นค่อย “โหวตให้” แล้วจึงค่อยเปิดประตูสู่การ “ร่วมรัฐบาล”คดีโกง สว.ตัดตอนยุบพรรค อาจสะท้อนถึงเกมที่ “เขียว-น้ำเงิน” อาจกำลังเดินมาถึงขั้นที่สองแล้วก็เป็นได้


Posted

in

by

Tags: