ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างที่นักวิชาการ ตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์เกี่ยวกับตำแหน่ง ถูกจับตามองไม่กะพริบตา "คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)" กำลังมีคำถามว่า มีปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ หลัง "นายณรงค์ กลั่นวารินทร์" ประธาน กกต. และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมกันแถลงข่าวใน "คดีฮั้ว สว." โดยสรุปว่ามติในข้อกล่าวหาข้อที่ 4-7: สั่งฟ้อง 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้สมัคร สว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน ขั้นตอนหลังจากนี้ กกต. จะจัดทำคำวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 60 วัน ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นต่อไป เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด โดยสั่งไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) สส., ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน และบุคคลอื่น 1 คนต่อมา "นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ" กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแถลงว่า การประชุมก่อนการแถลงมติ ได้พูดคุยกันว่าจะชี้แจงทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากเท่าใด เสียงข้างน้อยเท่าใด เช่นเดียวกับมติของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่จะระบุว่าคำร้อง หรือข้อกล่าวหานี้ผลเป็นอย่างไร ด้วยมติเสียงข้างมากเป็นใครบ้าง เสียงข้างน้อยเป็นใครบ้าง ในที่ประชุมคุยกันว่า ไม่ต้องบอกชื่อก็ได้ แต่ขอให้บอกว่าแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไรส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็บอกไปด้วย เพราะทุกมติ ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ซะทีเดียว ส่วนสำคัญคือข้อกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กก.บห.พรรคการเมือง และ สส. ยืนยันว่า มติไม่เป็นเอกฉันท์ ในส่วนผู้ถูกร้องที่สำคัญ อาจเป็นมติให้ยกคำร้อง 5 เสียง ต่อให้ลงโทษ 2 เสียง ส่วนบางคนอาจเป็น 6 ต่อ 1 เสียง และบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย อาจเป็นมติยกคำร้องแบบเอกฉันท์ ซึ่งเป็นการพิจารณาตามพยานหลักฐานขณะที่ความเห็นของ "รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล" นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ฝ่ายเสียงข้างน้อย ในคดีเลือก สว. ว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต. โดยต้องพิจารณาบริบท ความขัดแย้งภายในองค์กร ก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย ก่อนการพิจารณาคดีเลือก สว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าว ย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้ เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วยข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชติ ไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อย ถูกบางฝ่ายนำไปขยายผล โจมตีมติขององค์กร เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่า การใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่“ก่อนลงมติคดีนี้ กกต.เพิ่งมีการเลือกประธาน แทนคุณอิทธิพร มีทั้งคนสมหวังและคนผิดหวัง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่เห็นวันนี้ ก็ต้องอ่านควบคู่กับการต่อสู้เรื่อง ตำแหน่งประธาน กกต. ก่อนหน้านี้ด้วย” รศ.ดร.ธนพร กล่าวรศ.ดร.ธนพร กล่าวอีกว่า การเลือกหยิบเฉพาะความเห็นของนายสิทธิโชติ มาเสนอราวกับเป็น “ความจริงสุดท้าย” ขณะที่ลดทอนมติของกรรมการเสียงข้างมาก เป็นการกลับหัวกลับหางหลักการขององค์กรที่ตัดสินใจในรูปคณะกรรมการ เพราะตามกฎหมาย เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว มติเสียงข้างมากย่อมเป็นมติของ กกต.ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตำแหน่ง "ประธาน กกต." ย่อมเกิดคำถามจากนี้ไป การทำงานขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จะมีเอกภาพหรือจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยิ่งภารกิจในการจัดการเลือกตั้งมีความสำคัญถือเป็นการตอบคำถามจาก "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในคดี "ฮั้ว สว." ที่กกต. วินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะหลังมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยกคำร้อง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาแกนนำพรรค ภท. และผู้มากบารมีอย่าง "นายเนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน โดยนายกฯ กล่าวถึงเสียงวิจารณ์คดีฮั้ว สว. ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ยืนยันเหมือนเดิม ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้ เมื่อถามว่ามองอย่างไร ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์ แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้มองอะไรเลย หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระ ก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้งแต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ (รธน.) เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่า เสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่า เสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ กกต. แต่ต้องทุกหน่วยงาน ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เช่นกัน ประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกัน ก็ต้องไปจบที่การลงมติ มติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร ทุกคนต้องปฏิบัติตาม คนที่อยู่เสียงข้างน้อยจะบอกให้บันทึกว่าได้ลงมติอย่างไร ตนเคยเป็นมติเสียงข้างน้อย ครั้งหนึ่งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ขอให้บันทึกความเห็นของ ครม.พรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ ชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องทำตามเมื่อถามถึงกรณีคนที่เคยให้ปากคำ กกต. แล้วกลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรค ภท.ในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้มีผลลบกับพรรค ภท. แต่มีคนพยายามลากพรรค ภท.เข้าไปเกี่ยวข้อง พรรค ภท.ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้ว สว. ยืนยันเหมือนเดิม ให้ยึดถือประกาศคำสั่ง และข้อห้ามหัวหน้าพรรค ภท. ไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรค ภท. ไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. และไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูล ได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตาม ก็ต้องไปรับผิดชอบ กับสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เพราะมีข้อห้ามแล้ว ถ้าใครยังไปทำ ก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรค เมื่อถามต่อว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรค ภท. นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่ เมื่อถามย้ำว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการเมือง”การหยิบเสียงข้างมากมาสร้างความชอบธรรมให้กับการลงมติของ กกต. ของนายกฯ ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของ "องค์กรอิสระ" ทุกองค์กร เพราะหากไม่มีแนวทางในการวินิจฉัย การทำงานก็จะหาข้อสรุปไม่ได้แต่ที่น่าสังเกตคือ วุฒิสภาจัดโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ย. 2569 ที่ จ.ตราด โดยก่อนวันจัดกิจกรรม มีข้อมูลว่าจะมี สว. 17 คนเข้าร่วม นำโดย "พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์" รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แต่ได้ยกเลิกการร่วมกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากติดภารกิจราชการ ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับคำยืนยันจาก นางแดง กองมา สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา แต่หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าศาลฎีกา รับคำร้องของ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล กลุ่ม สว.สำรอง ที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 ซึ่งร้องเรียนนางแดง และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จาก จ.อำนาจเจริญ ว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากสมัครผิดกลุ่มอาชีพ ซึ่งศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดสืบพยานแล้วขณะที่แหล่งข่าวจากวุฒิสภา แจ้งว่าเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา นางแดง ได้แจ้งยกเลิกการร่วมกิจกรรมทันที ซึ่งแจ้งเพียง 1 วัน ก่อนการเดินทางในวันนี้ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามนางแดง เกี่ยวกับแนวทางต่อสู้คดีหลังจากที่ศาลรับคำร้อง แต่นางแดงระบุว่าติดธุระอยู่ แล้ววางสายโทรศัพท์ไป ขณะที่นายสมพานตอบเพียงว่าขับรถอยู่ และวางสายโทรศัพท์ไปเช่นกัน สำหรับโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จ ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว และโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนา “เส้นทางบนเกาะกูดสู่ความมั่นคงตามแนวชายแดน” โดย นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนภาคตะวันออก และน.อ.รุ่งโรจน์ อินตรา สว. ร่วมด้วยส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน "นายรังสิมันต์ โรม" สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า อยู่ในช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีหลายเรื่องมาก อยู่ระหว่างการสรุปว่าจะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะเป็นทั้งคณะ มีกรอบตัวเลขเวลาการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในใจแล้ว แต่จะต้องรอการสรุปกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง เมื่อถามว่า การพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการพูดคุยกับ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมกันเลยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวยอมรับว่า อาจต้องพูดคุยกับพรรค กธ. จะมีจุดยืนอย่างไร เพราะในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 ในวาระที่ 3 มีแนวทางแตกต่างกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ส่วนเรื่องข้อสอบจะรั่วหรือข้อสอบจะหลุด ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมดเมื่อถามว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน จะมีอุปสรรคหรือไม่ เช่น ข้ออ้างจากฝ่ายรัฐบาล ที่บางประเด็นปัญหาก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว เช่น การฮั้ว สว. หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ฯลฯ และยังคาบเกี่ยวรัฐบาลก่อน ที่รัฐบาลหลายๆ ชุดมักจะอ้างไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เจออุปสรรคแน่ เพราะทราบว่า ได้มีการสั่งการ ให้ข้าราชการฝ่ายประจำเตรียมหาเหตุผลทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่า มีการวางแผนใดๆ หรือไม่ หวังว่าประธานสภาจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือจะปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ปกป้องแกนนำรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง แต่ก็กังวลว่าจะเกิดวิชาสารพัดวิชา เพื่อทำให้งานของฝ่ายค้านมีอุปสรรค เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้สัญญาณใดที่จะมีวิชามาร หรือความพยายามเตะตัดขาฝ่ายค้านในการอภิปรายรัฐบาลนั้น นายรังสิมันต์ ระบุว่า “ผมเป็น สส.ในสภา เรื่องนี้ดูไม่ยาก และเท่าที่ทราบขบวนการเหล่านี้ ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว”“นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า รอฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูว่า มีเรื่องอะไรบ้าง หลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคน พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา ส่วนมีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องอะไรบ้างนั้น ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคน ก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว., TH-AI Passsport และการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ต้องไปถามฝ่ายค้านว่า มีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาล ก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหาต้องยอมรับ ถ้ามีกระบวนการขัดขวางการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ย่อมส่งผลกระทบกับความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร เพราะกลายเป็นว่า การทำงานที่ผ่านมา มีการปกปิดข้อมูลบางสิ่งบางอย่างไว้หรือไม่ หรือเป็นเพียง ความพยายามดิสเครดิต ดังนั้นการหาพยานหลักฐานมายืนยัน จึงถือว่ามีความสำคัญทีมข่าวการเมือง
ชิงเก้าอี้ “ประธาน กกต.”
by
Tags: