จุดตาย ‘แพทองธาร’

เป็นอีกครั้ง สำหรับ ภัยพิบัติ ขนาดใหญ่ในประเทศไทยแผ่นดินไหว น่ากลัวจริงๆ ครับปี ๒๕๔๗ ตรงกับรัฐบาลทักษิณ ประเทศไทยเจอสึนามิเป็นผลจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มีขนาด ๙.๒-๙.๓ แมกนิจูด บริเวณริมชายฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซียเฉพาะในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด ๕,๓๐๙ คน สูญหายทั้งหมด ๓,๓๗๐ คนถัดมาปี ๒๕๕๔ ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่โดยเฉพาะภาคกลาง และ กทม. มีประชาชนรับผลกระทบกว่า ๑๒.๘ ล้านคนธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง ๑.๔๔ ล้านล้านบาทมีผู้เสียชีวิตรวม ๘๑๓ รายน้ำท่วมขังร่วม ๓ เดือนสาเหตุหลักมาจากการบริหารน้ำที่ผิดพลาด ทำให้ต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนมากเกินไปวานนี้ (๒๘ มีนาคม) เกิดแผ่นดินไหว ขนาด ๘.๒ ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในประเทศไทยโดยเฉพาะ กทม.ก็อย่างที่เห็นกันในคลิปซึ่งว่อนโซเชียลไปหมด ช่างน่ากลัวจริงๆนั่นคือเสียงเตือนจากธรรมชาติการเมืองหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างมีอาฟเตอร์ช็อกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะเป็นจุดตายของ “แพทองธาร ชินวัตร”มีโอกาสหลุดจากตำแหน่งครับ ถ้า…ฝ่ายค้านเอาจริง!”สมชาย แสวงการ” ชี้โพรงให้แล้วโพสต์บางช่วงบางตอนมีข้อความดังนี้ครับ…”…พิจารณาดูให้ชัดเจนในประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๖ (๒) ข้าราชการการเมืองต้องยึดมั่นในกฎหมายและไม่ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นนายกรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมืองที่ต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ขณะนี้เข้าข่ายต้องสงสัยว่า มีความผิดจริยธรรมข้าราชการการเมืองด้วยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายอันเป็นการผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมืองข้อ ๖ (๒) หรือไม่ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พรรคฝ่ายค้านจะได้พิสูจน์ตัวเองในการทำหน้าที่อย่างแท้จริงสมศักดิ์ศรี ด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า เรื่องการทำสัญญาตั๋วใช้เงินPN ๔.๔ พันล้านบาท ที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่า อาจเป็นนิติกรรมอำพรางหรืออาจเลี่ยงภาษีและการถือครองที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่ธรณีสงฆ์ของนายกรัฐมนตรี อาจถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์และประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ในฐานะผู้เคยยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ขอฝากข้อสังเกตเชิงบวกไปยังพรรคฝ่ายค้าน ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๒๖ มี.ค. ๖๘ มีมติเอกฉันท์รับคดีที่ สว.รวบรวมรายชื่อยื่นร้องให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี ของนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ไว้พิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่งและ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๔) ให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันแต่ไม่ได้สั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างรอคำวินิจฉัยนั้นน่าจะเป็นโอกาสดี ที่ สส.พรรคฝ่ายค้าน หรือสว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภา หรือ ๑ ใน ๑๐ ของสองสภารวมกัน จะได้เร่งดำเนินการรวบรวมรายชื่อ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในแนวทางเดียวกันเพราะประสบการณ์ส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าฝ่ายค้านยื่นข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนแบบเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีมติรับไว้พิจารณาตามแบบทำนองเดียวกันก็ได้ครับทำหน้าที่ตรวจสอบจริงจัง อย่าแค่อภิปรายเป็นวาทกรรมแล้วจบกัน#มวยล้มต้มคนดู…”ชัดขนาดนี้ พรรคส้ม ว่าไง?การใช้ตั๋ว PN (ตั๋วสัญญาการใช้เงิน) ถูกตั้งข้อสังเกตุถึงเจตนาว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อเลี่ยงภาษีหรือไม่แม้ “แพทองธาร” จะอ้างว่ามีการพูดคุยกันในครอบครัวแล้วว่าจะมีการจ่ายค่าหุ้นและเสียภาษีในปลายปีหน้าแต่หากเจตนาที่จะใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ถือว่า “ความผิดสำเร็จแล้ว”หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สำแดงอิทธิฤทธิ์อีกแล้วรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ วรรค ๓ บัญญัติว่า”…รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกําหนดประมวลจริยธรรมสําหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว…”นั่นคือที่มาของ ประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๔สิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำคือ ชี้ให้ได้ว่า “แพทองธาร” ทำผิด ประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๖ (๒) เพื่อ ถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๖๐(๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และ (๕) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงการถ่ายเทหุ้นของคนในตระกูลชินวัตรมูลค่า ๔.๔ พันล้านบาท ไปยัง “แพทองธาร” เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๙ และ เจ้าตัวชี้แจงในสภาฯ ว่า เกิดขึ้นก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตามนั้นครับ เกิดขึ้นก่อนจริงแต่ประเด็นคือ “แพทองธาร” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ การถือตั๋ว PN ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ “แพทองธาร” มิได้จัดการตัวเองให้มีคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหาก “แพทองธาร” ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหาคงไม่เกิดสามารถถือตั๋ว PN ไปจนตายได้ไม่มีใครรู้ เพราะไม่ใช่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นความชะล่าใจ หรือไม่ก็ย่ามใจ เพราะกรณีนี้มิใช่เรื่องใหม่ แต่เคยสร้างปัญหาให้ “ทักษิณ” มาแล้วแต่กลับไม่สำนึก!ช่วงหนึ่ง “แพทองธาร” ชี้แจงเรื่องนี้ในสภาว่า”…PN ไม่ใช่เรื่องใหม่ ขอให้ท่านไปถามสมาชิกในพรรคของท่านดูว่า มีใครทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องปกติ…”ใช่ครับเคยมีคนทำไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ… “ทักษิณ ชินวัตร”หลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบพบการถ่ายเทหุ้นชินคอร์ปของคนในครอบครัวชินวัตร พบว่ามีการใช้ตั๋ว PN เช่นกันปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓มีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหลายฉบับที่พิลึกคือ มีการอ้างว่ามี ตั๋ว PN ที่ระบุชื่อ “พจมาน ชินวัตร” หายไปแถมยังไม่มีหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการใช้เงินสดชำระค่าหุ้นนำไปสู่การที่ คตส.ไม่ยอมรับความมีอยู่จริงของเอกสารเพราะเป็นข้ออ้างไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือนำไปสู่การพิพากษาว่า “ทักษิณ” ร่ำรวยผิดปกติ กว่า ๗.๖ หมื่นล้านบาทศาลวินิจฉัยยึดทรัพย์กว่า ๔.๖ หมื่นล้านบาทนี่ไม่ใช่นิติสงครามแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดคนโกง.


Posted

in

by

Tags: