อดีตผู้พิพากษาฯ ถอดรหัสคดีละเมิดอำนาจศาล เมื่อเอกสารข่าว ‘กสทช.’ ชนคำสั่ง ‘ศาลปกครองสูงสุด’

31 ต.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” เรื่อง ถอดรหัสคดีละเมิดอำนาจศาล : เมื่อเอกสารข่าว กสทช. ชนคำสั่ง ‘ศาลปกครองสูงสุด’ เนื้อหาระบุว่า กรณีข้อพิพาทระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ขยายวงกว้างจากคดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยลักษณะต้องห้าม เข้าสู่ "ศึกการสื่อสารสาธารณะ" และนำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญเรื่อง "การละเมิดอำนาจศาล" และ "ธรรมาภิบาลขององค์กรอิสระ"1.จุดเริ่มชน : คำสั่งศาลปกครองสูงสุด 28 ตุลาคม 2569เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ปรากฏข่าวใหญ่ในแวดวงกฎหมายและการเมืองว่า ศาลปกครองสูงสุด ได้ออกคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ ล.3/2569 (ลงวันที่ 28 ต.ค. 2569) เรียก นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ให้ทำหนังสือชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานยื่นต่อศาลภายใน 7 วันศาลปกครองสูงสุดกำหนดประเด็นไต่สวนเบื้องต้นไว้ 2 ข้อสำคัญ คือ : 1)แหล่งที่มา : ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคำสั่ง ที่ 952/2569 จากบุคคลใด หรือแหล่งที่มาใด 2) ช่องทางการเผยแพร่ : ผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่ออื่นๆ รายใดบ้าง โดยให้ระบุรายชื่อและเวลาให้ครบถ้วน2. ย้อนรอยชนวนเหตุ : เมื่อ "คำอ้างคู่ความ" ถูกสวมรอยเป็น "คำตัดสินศาล"ชนวนเหตุของคำสั่งศาลข้างต้น ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 :3 กันยายน 2569 (เอกสารข่าว กสทช. ฉบับที่ 85/2569) : สำนักงาน กสทช. ออกข่าวแจกชี้แจงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา ทว่าในเนื้อหาข้อ 3, 4 และ 5 กลับระบุข้อความในลักษณะว่า "ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า…" พร้อมโควตเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงความเสียหายร้ายแรงหากต้องรอให้พ้นจากตำแหน่ง และชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ กระทบต่อสถานะประธาน กสทช. อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้4 กันยายน 2569 (สำรักงานศาลปกครองสวนกลับ) : สำนักงานศาลปกครองออกแถลงการณ์ชี้แจงทันทีว่า ข้อความในข่าว กสทช. "ไม่ตรงกับความเป็นจริง" เนื่องจากสิ่งที่ กสทช. นำมาอ้างอิงนั้น เป็นเพียง "คำอุทธรณ์/ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ)" ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือเหตุผลของศาลแต่ประการใด การนำข้อความมาตัดต่อเผยแพร่จนสังคมเข้าใจผิด เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายแท็กติกการถอยของ กสทช. : ในช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักงาน กสทช. ออกข่าวขออภัยในความคลาดเคลื่อน ลบข่าวเดิม และแก้ไขเนื้อหา แต่ยังคงตบท้ายด้วยการอ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรักษาเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เดิมในการคุ้มครองการทำงานของประธาน กสทช.8 กันยายน 2569 (ศาลเดินหน้าตรวจสอบ) : สำนักงานศาลปกครองทำหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง นำมาสู่การออกคำสั่งไต่สวนละเมิดอำนาจศาลในที่สุด3. มิติทางกฎหมาย : การละเมิดอำนาจศาล vs เสรีภาพการวิจารณ์ วิเคราะห์พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้วางหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ 2 มาตรา มาตรา 64 : อำนาจลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ให้อำนาจศาลปกครองนำบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมีลำดับโทษจากเบาไปหาหนัก : 1)ตักเตือน (จะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้) 2) ไล่ออกจากบริเวณศาล 3) โทษทางอาญา : จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับข้อสังเกต : กฎหมายกำหนดให้การลงโทษพึงใช้ "อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็น" (หลักสัดส่วน – Proportionality) และหากเป็นโทษจำคุกหรือปรับ บังคับให้ "องค์คณะอื่น" ที่มิใช่อยู่ในคดีเดิมเป็นผู้พิจารณาลงโทษ เพื่อความเป็นกลางอย่างแท้จริงมาตรา 65 : ข้อยกเว้นความคุ้มครองการวิจารณ์บุคคลจะได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือดูหมิ่นศาล ต่อเมื่อ : เป็นการวิจารณ์ "โดยสุจริต"กระทำ "ด้วยวิธีการทางวิชาการ" การนำคำอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาตัดต่อแล้วตีพิมพ์สื่อสารต่อสาธารณะว่า "ศาลเป็นผู้ระบุ" ไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริตหรือด้วยวิธีการทางวิชาการ จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 654. บทสรุปและบทเรียนนิติธรรม : แยก "คำอ้าง" ออกจาก "คำตัดสิน"คดีนี้นับเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชน และสังคมไทย : 1)"รับฟ้อง" ≠ "ชนะคดี" : การที่ศาลปกครองสูงสุดรับคดีไว้พิจารณาตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง หมายความเพียงผู้ฟ้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี (อาจเดือดร้อนเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้) แต่ไม่ได้แปลว่าศาลเห็นพ้องกับข้ออ้างหรือตัดสินให้ผู้ฟ้องชนะคดีแล้ว2) องค์กรของรัฐต้องไม่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือสปินข่าว (Spin Doctoring) : การนำกระบวนการยุติธรรมหรือเอกสารในสำนวนมาบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในองค์กร ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรกำกับดูแลและศาล3) ทางออกตามหลักนิติธรรม : แม้ กสทช. จะแก้ไขข่าวและขออภัยแล้ว ซึ่งเป็นเหตุบรรเทาโทษ แต่การที่ศาลตั้งคำถามถึง "แหล่งที่มา" แสดงให้เห็นว่าศาลต้องการทราบเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกกล่าวหา ผลลัพธ์อาจกระทบต่อดุลพินิจในการลงโทษ เพื่อส่งสัญญาณป้องปรามไม่ให้เกิดพฤติการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต


Posted

in

by

Tags: