ลอยแพ “พรรคส้ม”

“คงต้องวัดความเขี้ยวของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน จะหวังผลมากน้อยแค่ไหน กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือหวังเพียงต้องการสะใจ ไม่มีเป้าหมายไม่มียุทธศาสตร์ หรือมั่นใจว่าการนำเสนอ ทั้งการอภิปรายทั่วไปและไม่ไว้วางใจ เนื้อหาจะไม่ซ้ำซ้อนกันต้องตามลุ้นว่า ในที่สุดพรรคประชาชน(ปชน. ) จะยื่นอภิปรายรัฐบาล แบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ ( รธน.) ตามมาตรา 152 หรือไม่ หลังก่อนหน้านั้น ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรธน.มาตรา 151แบบลงมติ โดยกำหนดวันอภิปรายไว้วันที่ 7-11 ธ.ค. 69 ทั้งหมดรวม 18 คน โดยมี”นายอนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีร่วม 18 คน ซึ่งนอกจากจะถูกวิจารณ์ว่า วางบุคคลไว้มากไป ขาดจุดตาย ที่จะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมทั้งเงื่อนเวลาที่ถูกวางไว้ในศึกซักฟอก ตรงกับวันหยุด อรีกทั้งในเดือนดังกล่าว ยังมีงานสำคัญหลายวาระ ทำให้การขยายผลภายหลังศึกซักฟอก อาจไม่สามารถแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ อังนั้นจึงเป็นความพยายาม ที่ยื่นอภิปรายแบบไม่ลงติ เพื่อต้องการแก้เกมรัฐบาล และต้องการนวดให้รัฐบาล อยู่ในภาวะที่บอบช้ำมากที่สุด แต่ถูกวิจารณ์ว่า จากบรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองและนักวิชาการ อาจเป็นการซ้ำซ้อนกัน ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ให้ความสนใจ เป็นการเดินเกมการเมืองผิดพลาดอีกครั้ง หลังยกมือหนุน “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ จนนำมาสู่ความสำเร็จ ในเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ. 69 ได้สส. เกือบ 200 คนด้าน"นายรังสิมันต์ โรม" สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปชน. ในฐานทำหน้าที่รวบรวมประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ออกมาให้ความเห็น ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธว่าจะมีการ "ซักฟอก" ตามมาตรา 152 หรือไม่ แต่ยอมรับ "มีเพื่อนสมาชิกสนใจที่จะยื่นจริง ๆ แต่ย้ำว่าไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าถึงขั้นนั้นหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในกระบวนการ โดยมี สส.ของพรรคปชน.สนใจจะยื่นแน่ ๆ ส่วนพรรคการเมืองอื่นผมไม่ทราบ"สำหรับรธน. มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบลงมติ) และมาตรา 152 (อภิปรายแบบมีข้อเสนอแนะ ไม่ลงมติ) สามารถยื่นญัตติได้ภายใน 1 ครั้งต่อปีเท่านั้น โดยใช้ชื่อ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 คือ 50 คน ซึ่งเพียงชื่อของสส. พรรคปชน.เพียงพอกับการดำเนินการส่วน “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย “ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี สส.พรรคปชน. มีแนวคิดขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ว่า ยังไม่ได้มีการคุยกัน เป็นเพียงกระแสข่าว แต่ที่เป็นทางการ ยังไม่มีการพูดคุยกัน ที่สำคัญ พรรคปชป. โฟกัสที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ยังไม่คิดเรื่องยื่นอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 อยู่ในกระแสลม ดังนั้นไม่ขอสมมติอะไร เพราะยังไม่คุยกัน เมื่อถามย้อนกลับไปในการประชุมวิปฝ่ายค้าน และตีตกไม่เลือกยื่น มาตรา 152 นายสาทิตย์ กล่าวว่า แต่ในการประชุมร่วมเมื่อประมาณ 2 เดือนกว่ามาแล้ว คุยกันว่าควรจะยื่นญัตติตามมาตรา 151 หรือ 152 ดี มีหลายเรื่องที่มีความชัดเจน ทั้งในแง่พฤติกรรมและแง่ข้อมูล เลยตัดสินใจยื่น มาตรา 151“การตัดสินใจจบลงที่การยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 คือมีการถกกันถึงระยะเวลา ข้อดี ข้อเสียตอนนั้น แต่ว่าแน่นอน เราก็ไม่ได้คิดว่ารัฐบาลนี้ จะเงื่อนไขเยอะขนาดนี้ รู้สึกแตะต้องยากเหลือเกิน แต่ไม่เป็นปัญหา เมื่อมีการกำหนดวันอภิปรายมาแล้ว ก็ถือว่ามีความชัดเจน จากช่วงนี้ไปก็เป็นช่วงที่ต้องเตรียม การอภิปรายให้ดีที่สุด” กล่าวและว่า จนกว่าจะมีใครสักคนยื่นหารือว่า จะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 มา เราค่อยมาว่ากันใหม่ อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องสมมติส่วน”นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 .ว่า ได้ยินข่าวเหมือนกัน เป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่อยากตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีความพร้อม ถามตามมาตราไหนก็ตอบตามมาตรานั้น ไม่มีประเด็นอะไร“ไม่ได้อยากไปตำหนิว่าทำไมฝ่ายค้านจะต้องมายื่นญัตติอภิปรายทั้งสองมาตรา ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องเห็นใจรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะนายกฯ ที่มีภารกิจ รัฐมนตรีหลายคนก็กำหนดเวลาของตัวเองไว้เรียบร้อย เพื่อเตรียมสำหรับการอภิปรายที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลายคนเคลียร์งานตัวเองเพื่อเอาเวลาว่างไว้ให้ฝ่ายค้าน แต่ตกลงวันกันไม่ได้” รองนายกฯ กล่าวคงต้องวัดความเขี้ยวของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน จะหวังผลมากน้อยแค่ไหน กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือหวังเพียงต้องการสะใจ ไม่มีเป้าหมายไม่มียุทธศาสตร์ หรือมั่นใจว่าการนำเสนอ ทั้งการอภิปรายทั่วไปและไม่ไว้วางใจ เนื้อหาจะไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่คำถามคือ ศึกซักฟอกเป้าหมายคืออะไร หรื ขาดทั้งยุทธศาสตร์และความเชี่ยวชาญทางการเมืองด้าน “นายปกรณ์ นิลประพันธ์ “ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือน หลังจากที่เมื่อวันที่ 29 ต.ค. มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า มีสูตรคำนวณที่คล้ายกับในอดีต เพียงแต่เพดานสูงสุด น่าจะได้เพิ่มขึ้นกว่าในอดีต เมื่อถามว่า เพดานสูงสุดจะได้มากกว่า 15 เท่าหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า น่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่ง 15 เท่าคือเพดานสูงสุด โดยขึ้นอยู่กับอายุราชการที่เหลือ จึงขอให้รอรายละเอียดที่ชัดเจน แล้วทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) จะชี้แจงอีกครั้งเมื่อถามถึง อายุผู้เข้าเกณฑ์ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตามที่เคยมีมติ อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่หากผู้เข้าร่วมโครงการไม่เต็มโควตา อาจจะเปิดให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีเข้าร่วมโครงการได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ลาออกไปดูแลญาติพี่น้อง หรือดูแลตัวเอง เบื้องต้นจะให้ผู้เข้าร่วมโครงการ เซ็นยินยอมออกจากราชการ และไม่กลับเข้ารับราชการ ไม่ว่าจะหน่วยงานใด รวมถึงตุลาการและอัยการ เพราะวัตถุประสงค์ของเราคือจากกันด้วยดี แต่หากออกไปแล้วกลับเข้ารับราชการใหม่ ก็อาจจะมีการเรียกเงินคืนเมื่อถามว่า ตั้งเป้าหรือไม่ว่าต้องการให้มีข้าราชการออกกี่คน นายปกรณ์ กล่าวว่า 5% ในแต่ละปี โดยโครงการจะดำเนินการ 5 ปี ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ที่ออกจากราชการ 3 หมื่นคน รวมทั้งมีการยุบตำแหน่งราชการด้วย แต่ไม่ได้ยุบตำแหน่งที่คนดังกล่าวครองอยู่ แต่จะยุบตำแหน่งอื่น เท่ากับจำนวนคนที่ออกไป เพื่อให้จำนวนข้าราชการน้อยลงมากที่สุด แต่ไม่ได้เน้นจำนวนอย่างเดียว ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยอาจนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2570 ส่วนรายละเอียด ตั้งใจว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงกลางเดือน พ.ย. นี้ อย่างไรก็ตามโครงการนี้ จะใช้สำหรับข้าราชการพลเรือนก่อน ส่วนข้าราชการทหารและตำรวจ มีโครงการในลักษณะนี้อยู่แล้วขณะที่ความคืบหน้าในการสอบปากคำ”นายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ” อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาในคดีเพจ "Godd Dam" โพสต์สลิปโอนเงินปลอมจำนวน 7 ล้านบาท ให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนบก.สอท.1 ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ในการสอบปากคำ นายชัยรัตน์ โดยผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ และไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับที่มาของสลิปดังกล่าว นอกจากนี้ชุดสืบสวน อยู่ระหว่างการขยายผลทางคดี หลังพบพยานหลักฐาน ข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่า น่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งในส่วนของร่วมขบวนการ และผู้ที่ช่วยให้การหลบหนี หลังพบพฤติการณ์ของนายชัยรัตน์ก่อนถูกคุมตัว มีการหลบเลี่ยงการจับกุม ด้วยการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราวหลายแห่ง ทั้งโรงแรมและห้องเช่ารายวันย่านรัชดา ก่อนจะยินยอม เดินทางมาพร้อมทีมทนายความและถูกจับกุมตามหมายจับนอกจากนี้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ร่วมกับตำรวจสันติบาล ยังได้เข้าพบชุดทำงานตำรวจไซเบอร์เพื่อขอข้อมูลทางคดีไปประกอบสำนวน ขออนุมัติศาลออกหมายจับ ในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงเพิ่มเติม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้วางแนวทางไว้ว่า หากผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ก็พร้อมจะนำหมายจับคดีความมั่นคง เข้าจับกุมอายัดตัวต่อทันที แต่หากศาลไม่ให้ประกันตัว และต้องส่งตัวเข้าเรือนจำ พนักงานสอบสวนก็พร้อมเดินทาง เข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมภายในเรือนจำต่อไป าสำหรับประวัติและปูมหลังของนายชัยรัตน์ พบว่ามีความสนใจและติดตามประเด็นการเมืองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหาร ขณะที่เจ้าตัวมีอายุเพียง 14 ปี จนกระทั่งเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล(ก.ก. ) เมื่อปี 2566 นอกจาก พบว่ามีความเชี่ยวชาญ และสนใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ อย่างลึกซึ้งในระดับสุดโต่ง โดยมีประสบการณ์ผ่านการทำงาน ให้แก่บริษัทไอทีชั้นนำมาแล้วหลายแห่ง รับหน้าที่สำคัญ ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และวางระบบป้องกันภัย คุกคามบนเครือข่าย และดูแลระบบข้อมูล ขององค์กรอย่างจริงจัง ก่อนจะตกเป็นผู้ต้องหาทีมข่าวการเมือง


Posted

in

by

Tags: