ออกอาการให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ 2 ประสาน อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ทางการเมือง ช่วงเข้าโหมดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18รัฐมนตรี ประเด็นข้อกล่าวหาฝ่ายค้านนั้นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่บิ๊กสีน้ำเงิน กลัวที่สุดคือโดนตลบหลังการออกมาแสดงความแนบแน่นใกล้ชิดของ “อนุทิน” และ ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะมองว่าซื้อใจเอาเงื่อนไขร่วมรัฐบาลแลกเสียงโหวตสนับสนุนไว้วางใจให้ผ่านด่านซักฟอกสกัด "เพื่อไทย" พลิกเกมไปผนึกกำลัง กล้าธรรม ชื่อชั้น “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร ที่บุกเบิกความเป็นไปได้ทางการเมืองมากมาย หลายเคล็ดวิชาในทางปฏิบัติ ระบอบสีน้ำเงิน ก็นำมาใช้อยู่ทุกวันนี้ และประยุกต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นการขยับของ ทักษิณ ในจังหวะสอดคล้องที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีอำนาจนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองหวังล้างมลทิน แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันว่ากรณีของทักษิณ เข้าเงื่อนไขหรือไม่“ค่ายสีน้ำเงิน” อ่านเกมออกว่า “นายใหญ่” กำลังใช้ “เพื่อไทย” กดดัน “ภูมิใจไทย” โดยเอาเงื่อนไขโหวตซักฟอกในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เป็นตัวประกัน หวังยื่นหมูยื่นแมว แม้ว่าในสายตาของ “2 น.”สถานะของค่ายแดงแทบจะไม่มีกำลังวังชาต่อกรอะไรด้วยได้ทว่า "คีย์แมนสีน้ำเงิน" ไม่ได้ประมาท เพราะรู้ดีว่าสมการทางการเมืองออกได้หลายหน้าเพื่อสยบ “ภูมิใจไทย” หมายแก้แค้น “ครูใหญ่” ไม่ให้แผ่อิทธิพลทางการเมืองมากไปกว่านี้ ไข่แดงของ ระบอบสีน้ำเงิน คือ “สว.กลุ่มใหญ่” หากการเมืองพลิกขั้ว โอกาสถูกเช็กบิลก็เป็นไปได้สูงเจ้าของพรรคภูมิใจไทย รู้ดีว่า “ทักษิณ” ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เพียงแต่รู้จังหวะ เมื่อไหร่ต้องหมอบ ก็เก็บตัวจำศีลไม่ให้ผู้มีอำนาจหวาดระแวง แต่เมื่อถึงจังหวะต้องขยับ ก็ได้เห็นผ่านดีลขอล้างมลทิน โยนความกดดันให้รัฐบาล จะกล้าหัก หรือยอมทำตาม ก็เสี่ยงได้คืบจะเอาศอกหาก “ทักษิณ” ไม่สมหวัง และ “กล้าธรรม” โดนหลอกซ้ำสอง ไม่ได้ร่วมรัฐบาล สัญญาณอันตรายที่ “ครูใหญ่” รวมไปถึงคีย์แมนของภูมิใจไทย รู้ดี จึงต้องพยายามปิดช่องจับมือระหว่างเพื่อไทย และกล้าธรรม มาโดยตลอดความระแวงขั้นสุดของสีน้ำเงินคือ “ดีลล้มรัฐบาลอนุทิน” ยี่ห้อ “นายใหญ่” สร้างปรากฎการณ์ฮือฮามานักต่อนัก หากล็อบบี้ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ มาร่วมมือได้สำเร็จ ด้วยข้ออ้างในเหตุและผลเพื่อ “ล้มระบอบสีน้ำเงิน” ที่กินรวบยันรากของประเทศ ทุกสีจำเป็นต้องมารวมกันเฉพาะกิจ พลิกสถานการณ์ด้วยกลไกสภา ตามกติกาประชาธิปไตยโดยหลิ่วตาลืมเงื่อนไขที่เคยประกาศก่อนการเลือกตั้ง “มีเรา ไม่มีเทา” ชั่วโมงนี้ต้องล้มยักษ์สีน้ำเงินให้ได้ก่อน เพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินกระทำกับบ้านเมือง ซึ่งท่าทีที่ผ่านมาของคนในค่ายส้ม และค่ายฟ้า ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสตัวเอง ถ้าต้องไปในแนวทางนั้นตัวแปรสำคัญคือ “กล้าธรรม” หากจะล้มระบอบสีน้ำเงิน เพราะลำพัง “เพื่อไทย” ถ้าไร้ “กล้าธรรม” โอกาสแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้า “ทักษิณ” ใจถึงๆ ประเมินแล้วเสียงสังคมน่าจะเอาด้วย เดินเกมกล่อมส้ม-ฟ้า จนพร้อมใจในคราวจำเป็นต้องล้มน้ำเงิน ประเคนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ “ธรรมนัส” ยังไง “กล้าธรรม” ก็มีเขว เงื่อนไขดีกว่าที่ภูมิใจไทยจะให้เป็นไหนๆความกลัวและความระแวงของ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” ที่มีต่อธรรมนัส อาจจะไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่จบเลือกตั้ง เส้นทางอำนาจของ “ธรรมนัส” มีคนต้องสังเวยมานักต่อนัก ไม่ต่างกับ “ครูใหญ่” จึงไม่อยากพลาดโดนย้อนศรเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่บุรีรัมย์วางไว้สูงลิบ ถ้า “กล้าธรรม” อยากเข้าร่วม ต้องมารวมกันก่อน อาจไม่ได้รับการตอบสนองจาก “ธรรมนัส” เนื่องจากถ้าจะได้ร่วมรัฐบาลเครดิตอาจจะยกให้ “อนุทิน – รัฐพันลึก” ซึ่งคอนเน็กชั่น “ผู้กองฯ” ไม่ธรรมดาที่สำคัญ “ธรรมนัส” กับ “ทักษิณ” ใช่ว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เรื่องนี้ “2 น.” น่าจะรู้ความเคลื่อนไหวเป็นอย่างดี ช่วงที่ผ่านมาไปพบไปคุยกันที่ไหนอย่างไร แต่ก็ยังมั่นใจในขุมอำนาจว่าคงไม่มีเบอร์ไหนกล้าต่อกร แต่การเมืองไทยถ้าสถานการณ์เปลี่ยนนิดเดียว อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ทางปฏิบัติจะดูยาก แต่ถ้าทุกสีผนึกกันอาจจะคุ้มค่าหลายเด้งภายใต้สิ่งที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ทำไว้ อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง การทุจริตคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์พวกพ้อง กินรวบผูกขาดอำนาจ คุมกลไกองค์กรอิสระ ทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ที่อยู่ได้เพราะ “เส้นใหญ่” แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะไม่มีวันสิ้นสุด อยู่ที่จังหวะเปลี่ยนเกมจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า
ดีลเฉพาะกิจ ล้ม‘น้ำเงิน’ วัดใจ‘นายใหญ่’ ดัน ‘ธรรมนัส’ นายกฯ
by
Tags: