ศาลฎีกาไต่สวนพยานฝ่าย 44 อดีต สส.ก้าวไกล คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ปมเสนอแก้ ม.112 “วิโรจน์” ขึ้นเบิกความยืนยันทำด้วยเจตนาสุจริต หวังใช้กลไกสภาคลี่คลายความขัดแย้ง เผยสมาชิกพรรคมีความเห็นแตกต่างกัน นัดต่อไป 17 พ.ย. “เบญจา-ส.ศิวรักษ์” ขึ้นเบิกความ3 พฤศจิกายน 2569 – ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดไต่สวนพยานในคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่าอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ซึ่งร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องไปแล้ว 4 นัด รวม 9 ปาก ประกอบด้วย นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักงาน ป.ป.ช. นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางสินี ส้มมี ผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 นายคารม พลพรกลาง นายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีต สส.กทม. พรรคก้าวไกล และ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ อดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกลสำหรับวันนี้เป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรก โดยมี ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตโฆษกพรรคก้าวไกล เข้าเบิกความผศ.ดร.รณกรณ์ เบิกความเกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการที่เคยให้ไว้ในคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยและต่างประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลขณะที่นายวิโรจน์ เบิกความเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาเสนอแก้ไขมาตรา 112 ภายในพรรคก้าวไกล โดยระบุว่า สมาชิกพรรคได้รับทราบข้อทักท้วงทางกฎหมาย และมีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในการประชุมพรรคหลายครั้ง แม้สมาชิกจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ทุกฝ่ายต่างต้องการหาทางคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมนายวิโรจน์ระบุว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นในรายงานของนักวิชาการ รวมถึงข้อมูลจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 คอป.เคยแสดงความห่วงใยว่า มาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและสร้างความขัดแย้งในสังคมนายวิโรจน์เบิกความว่า ในช่วงที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย มีการนำมาตรา 112 มาใช้ดำเนินคดีกับประชาชน ประกอบกับข้อกังวลที่ คอป.เคยแสดงไว้ ทำให้พรรคเห็นว่าในฐานะผู้แทนราษฎรไม่ควรนิ่งเฉย จึงหารือกันถึงแนวทางคลี่คลายปัญหาผ่านกระบวนการนิติบัญญัติส่วนกรณีการชุมนุมของภาคประชาชน นายวิโรจน์ระบุว่า เคยเข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุม แต่ไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัยภายหลังเสร็จสิ้นการเบิกความ นายวิโรจน์ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกสบายใจมาก เพราะบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี องค์คณะผู้พิพากษารับฟังและเปิดโอกาสให้ชี้แจงถึงเจตนาและความตั้งใจในการดำเนินการที่ผ่านมาอย่างเต็มที่“อะไรที่จำไม่ได้เกี่ยวกับวันเวลา ผมก็บอกไปตรง ๆ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้างตามปกติของมนุษย์ แต่เรื่องเจตนารมณ์และความตั้งใจดี ผมไม่ต้องซักซ้อมเลย เพราะมันอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการจนถึงทุกวันนี้” นายวิโรจน์กล่าวเมื่อถามถึงความเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรค นายวิโรจน์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการทำงานในพรรคการเมือง สมาชิกทุกคนมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง รับรู้ถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง และต้องการใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทางคลี่คลายปัญหา แม้จะมีการถกเถียงหรือเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดก็สามารถหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ส่วนเหตุผลที่ตนขึ้นเบิกความเป็นพยานฝ่ายผู้คัดค้านในนัดแรก นายวิโรจน์ชี้แจงว่า ไม่ใช่การวางกลยุทธ์ทางคดี แต่เป็นเรื่องความพร้อม เนื่องจากตนอยู่ในเหตุการณ์และเข้าร่วมประชุมพรรคมาโดยตลอด จึงต้องการใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงและยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความสุจริต ผ่านการทบทวน ถกเถียง และปรับแก้มาอย่างรอบคอบหลายครั้งด้านนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความฝ่ายผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า การไต่สวนพยานในวันนี้ นอกจากนายวิโรจน์แล้ว ยังมี ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี ขึ้นเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา เพื่อให้ความเห็นทางวิชาการประกอบการพิจารณาของศาลสำหรับพยานฝ่ายผู้คัดค้าน ได้เตรียมไว้ประมาณ 60 ปาก และมีการจัดทำบันทึกถ้อยคำพยานจำนวน 13 คนยื่นต่อศาลแล้ว รวมถึงการอ้างอิงรายงานของ คอป. ที่มี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เพื่อประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนายนิธิกล่าวว่า ศาลได้วางกรอบการไต่สวนพยานไว้จนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม ก่อนที่ฝ่ายผู้คัดค้านจะจัดทำคำแถลงปิดคดี เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอต่อศาลพิจารณาต่อไปทั้งนี้ ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านครั้งต่อไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะมี น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และกฎหมาย ขึ้นเบิกความต่อศาล.
ฮือฮา! ‘ส.ศิวรักษ์’ เตรียมขึ้นศาลเป็นพยานคดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112
by
Tags: