Category: การเมือง
-
อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์คดีประวัติศาสตร์ เมื่อชื่อ ‘ป.ไท’ ชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด
20 ก.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “เมื่อชื่อ “ป.ไท” ชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด: สิทธิของประชาชนในการตั้งชื่อ กับ ความหมายของชื่อบุคคล” เนื้อหาระบุว่า คดีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป.ไท” ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียน กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักกฎหมายและประชาชนทั่วไป (คดีหมายเลขดำที่ อ.1951/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.306/2569)คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ “ขอบเขตดุลพินิจของรัฐในการควบคุมชื่อของประชาชนอยู่ตรงไหน?” และ “เราสามารถใส่เครื่องหมายวรรคตอนหรือสัญลักษณ์ลงในชื่อตัวได้หรือไม่?” บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกข้อเท็จจริง แง่มุมกฎหมาย พร้อมบทวิเคราะห์หักล้างมุมมองระหว่าง "เสรีภาพประชาชน" และ "หลักความแน่นอนของข้อมูลทะเบียน” แบบม้วนเดียวจบครับบทสรุปข้อเท็จจริง: ชนวนเหตุแห่งคดีเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายประเทือง (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อตัวต่อนายทะเบียนอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยต้องการเปลี่ยนชื่อจาก”ประเทือง” เป็น “ป.ไท” แต่นายทะเบียนได้มีคำสั่ง “ไม่อนุญาต” โดยให้เหตุผลว่า: 1.ชื่อดังกล่าวไม่ปรากฏความหมายหรือคำแปลในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2. มีการใช้สัญลักษณ์จุด (.) คั่นกลาง ซึ่งขัดต่อหลักการตั้งชื่อภาษาไทยที่จะต้องไม่มีสัญลักษณ์ 3. ระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ออนไลน์ของสำนักทะเบียนกลางไม่รองรับ นายประเทืองไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ แต่นายทะเบียนจังหวัดพัทลุงก็ยกอุทธรณ์ ยืนยันคำสั่งเดิม…
-
เรียบร้อยโรงเรียนไทย
ไปที่จีนครับ…นายกฯ อนุทินยกคณะไปร่วมงาน ประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) 2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ แล้วแวะเฉิงตู กลับไปปักกิ่งงานนี้ได้น้ำได้เนื้อกลับมาพอสมควรแม้จะมีคนกระแนะกระแหนว่า ไปเสียค่าเครื่องบินฟรีนายกฯ อนุทินบอกว่า“การพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ ๔ แห่ง ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า ๗ หมื่นล้านบาทภายในปีนี้โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่องการลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว…"โม้หรือเปล่า?ChangAn Automobile ยืนยันปักหมุดไทยเป็นฮับรถยนต์พวงมาลัยขวา เพิ่มกำลังการผลิตและดึง SME ไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานInnoLight Technology ผู้นำอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ขยายฐานการผลิตในไทยEoptolink Technology สร้างโรงงานแห่งที่ ๒ ผลิตอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงในระยองXiaomi Corporation ดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์ IoT (Internet of Things)นี่เป็นผลมาจากการเจรจาตัวต่อตัวกับบริษัทยักษ์ใหญ่จีนนายกฯ อนุทิน ไปเป็นประธานในพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่…
-
‘ผู้ช่วยสส.ดร.เชน’ ชี้ยกเลิกขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. 20% ต้องตัดสินกันด้วยข้อมูล
19 ก.ค.2569-นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ผู้ชำนาญการประจำตัวศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ความเห็นจากแมน ในฐานะ ผู้ช่วยสส. อาจารย์เชน…ประเด็นการยกเลิกขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. 20%” เนื้อหาระบุว่า ทุกอย่างมีเหรียญสองด้านเสมอครับ ในมุมหนึ่ง ประเทศเราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจและภาระงบประมาณที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง แต่อีกมุมหนึ่ง คนที่รับเรื่องร้องเรียน ลงพื้นที่ เตรียมข้อมูลข้อกฎหมาย และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ก็คือกลไกจริงที่ขับเคลื่อนให้ผู้แทนสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เฉลี่ยแล้ว สส. แบบแบ่งเขต 1 คน ต้องดูแลพี่น้องประชาชนกว่าหนึ่งแสนกว่าคน)ตอนที่ผมตัดสินใจออกจากเส้นทางอาชีพทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายจาก Law firm เพื่อเข้ามาทำงานการเมือง ผมรู้ดีตั้งแต่วันแรกว่า เส้นทางนี้คงไม่ได้ให้ความมั่นคงทางการเงินแบบเดิมแน่นอน แต่สิ่งที่มีค่ามหาศาลและเงินซื้อไม่ได้ คือ โอกาส ครับ1) โอกาสที่จะได้เอาความรู้ทางกฎหมายมาเป็นกลไกเล็กๆ (และเสนอ pain point ทางกฎหมายที่เราเจอจริงๆในภาคเอกชน) ในการขับเคลื่อนนโยบายและเปลี่ยนแปลงประเทศ2) โอกาสในการเรียนรู้การขับเคลื่อนนโยบายเคียงข้างกับ policy maker ระดับประเทศ3) โอกาสในการเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากความเดือดร้อนของประชาชน (ผ่านการลงสมัครสส…
-
‘ขั้วแค้น’ ล็อกเป้าซักฟอก ‘ซูเปอร์จี’ ตัดแต้ม ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’
จากตัวแม่เรียกแต้มให้พรรคภูมิใจไทยในสมรภูมิเลือกตั้ง หลังเข้ามาเป็นรัฐมนตรีคนนอก ครม.อนุทิน ผ่านไปไม่ถึงปี “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กลายเป็น“เป้านิ่ง” ที่หลายฝ่ายแอบผิดหวังกับผลการทำงาน“ศุภจี” เคยถูกยกให้เป็น“กระบี่มือหนึ่ง” ทางเศรษฐกิจ ขณะเป็น รมว.พาณิชย์ครั้งแรกใน “ครม.อนุทิน 1” ความนิยมเหนือกว่า “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่เข้ามาพร้อมกันในตอนนั้นป็อบปูลาร์ถึงขนาดในช่วงเลือกตั้ง มีเสียงเรียกร้องให้ “ศุภจี” มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 ของพรรคภูมิใจไทยแทน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ด้วยภาพลักษณ์ผู้หญิงเก่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงหาเสียงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ที่ล้นทะลักมาจากการเดินสายไปดีเบตของ “ศุภจี” และการลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ตามจังหวัดต่างๆ ของมือเศรษฐกิจ อดีตผู้บริหารโรงแรมดังรายนี้เมื่อตั้ง “ครม.อนุทิน 2” เสร็จสิ้น “ศุภจี” ขยับชั้นขึ้นไปนั่งรองนายกฯ อีกตำแหน่ง ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง เมื่อมีอำนาจเต็ม มีระยะเวลาทำงานที่มากกว่าช่วงสั้นๆ ของครม.อนุทิน 1 “ซูเปอร์จี” จะแสดงฝีมือได้เต็มที่…
-
ชีวิตเขาลำบากแน่! หมอวรงค์ วอนรัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า
หมอวรงค์ วอนรัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ถึงกระทรวงการคลังตามที่กระทรวงการคลัง มีการแจ้งยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ยอดรวม 18.8 ล้านคนผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้าน คน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ในยอดนี้มีคนจนเก่าอยู่ 7.2 ล้านคน มีคนจนใหม่เพิ่มมาอยู่ 2.2 ล้านคนสิ่งที่กระทรวงการคลังต้องคิดคือ ยอดคนจนเดิมตัวเลขกลมๆคือ 13 ล้านคน แสดงว่ามีคนจนเก่าหายไป 5.8 ล้านคน(13ล้านหักลบด้วย7.2 ล้านคน) สิ่งที่ต้องถามว่าคนจนเก่า 5.8 ล้านคนนี้ ทำไมถึงหายไปหายไปเพราะเขามีฐานะดีขึ้น หรือหายไปเพราะเกณฑ์เข้มงวดขึ้น หรือหายไปเพราะมีข้อบกพร่องของเกณฑ์ รวมทั้งฐานข้อมูลต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติทั้งๆที่วันนี้ทุกอย่างแพงขึ้น น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น วัตถุดิบอาหารต่างๆแพง ตัวเลข 5.8 ล้านคนที่หายไป มันจึงไม่สอดคล้องกับ…
-
“ไพศาล” เย้ย ! เยือนจีนแค่เล่นลิเก ชี้ “กัมพูชา” ซบจีนเต็มตัว เตือนไทยเลือกข้างสหรัฐฯ เสี่ยงซ้ำรอยสงครามเวียดนาม
">เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Paisal Puechmongkol" ระบุว่า " 1. ตามคาด สี จิ้นผิง แสดงท่าทีชัดเจนพร้อมเป็นคนกลาง ไกล่เกลี่ยไทย-เขมร เหลือแต่ไทยว่าจะเอาอย่างไร2. ท่าทีเขมรที่กวัดแกว่งจะไปเข้าร่วมกับสหรัฐนั้นจบลงแล้ว โดยหวนหลับมาเป็นพันธมิตรกับจีนแล้ว ซึ่งหมายความว่าเป็นพันธมิตรด้านทหารของกลุ่มองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ด้วย3. ไทยจะต้องตัดสินใจว่าจะร่วมเป็นกองกำลังผสมของยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกกับสหรัฐร่วมทำสงครามกับจีนหรือไม่ก็ให้ดูตัวอย่างสงครามเวียดนามเอาเองว่าไทยกับสหรัฐจะเอาชนะแสนยานุภาพของกลุ่มองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ได้หรือไม่4. สี จิ้นผิง แสดงท่าทีให้ไทยเร่งรัดเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนโดยเร็วโดยเชื่อมต่อกับลาวน่าเสียดายว่าไทยไม่มีท่าทีใดใดในเรื่องนี้และแน่นอนว่าเรื่องนี้ยังรวมถึงการเข้าร่วมปฏิญญาซันย่าในการเชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำระหว่าง 6 ประเทศด้วยการไปจีนครั้งนี้จึงไม่ได้รับประโยชน์ทั้งต่อชาติและประชาชนได้แต่ภาพสำหรับเล่นลิเกอย่างเดียว"
-
สื่อจีนชม”อนุทิน”ขึ้นปาฐกถาพิเศษ พูดจีนทัชใจ
(19ก.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่าจากการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรีในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)–ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า "นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า '加油' (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง" แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุนรายงานระบุว่า ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า "加油" (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า "สู้ต่อไป" หรือ "เดินหน้าไปด้วยกัน" รวม 4 ประโยค ได้แก่ "加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友" หรือ "เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี" โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน และได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่สื่อท้องถิ่นของจีนเลือกหยิบถ้อยคำภาษาจีนสั้น…
-
สื่อจีนตีข่าวใหญ่! ชื่นชม “อนุทิน” พูดคำว่า “เจียโหยว” 4 ครั้ง สะท้อนมิตรภาพไทย-จีน เรียกเสียงปรบมือทั้งห้องประชุม
">วันนี้ (19 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่าจากการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรีในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)–ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า "นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า '加油' (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง" แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุนรายงานระบุว่า ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า "加油" (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า "สู้ต่อไป" หรือ "เดินหน้าไปด้วยกัน" รวม 4 ประโยค ได้แก่ "加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友" หรือ "เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี" โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน…
-
ส้มเดือดพล่าน! “ไอซ์ รักชนก” ฟาดแรง “ค.เหอะ” ซัด “ภาวุธ” กลับลำหนุนโครงการ TH-AI Passport อัดยับโดนคดีแล้วลืมอดีต
">ส้มเดือดพล่าน! "ไอซ์ รักชนก" ฟาดแรง "ค.เหอะ" ซัด "ภาวุธ" กลับลำหนุนโครงการ TH-AI Passport อัดยับโดนคดีแล้วลืมอดีตเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนโลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งผู้ที่เคยออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดอย่าง นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ก็มีท่าทีสนับสนุนมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่า "ถ้างบเดินหน้าแล้วต้องใช้ให้คุ้มที่สุด ในเมื่อโครงการนี้ถูกอนุมัติและเดินหน้าไปแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือการช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด"ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แชร์ข่าวและโพสต์แสดงความเห็นว่า "ค.เหอะ เข้าใจยังทำไมประเทศนี้ถึงแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้สักที อยากด่าหยาบๆ ที่สุดในชีวิต เพราะงานที่หลายคนเอาชีวิตเป็นเดิมพันจะพังเพราะมีคนอยากเอาตัวรอด"ทำให้ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เข้าไปแสดงความเห็นว่า "หัวหน้าไอซ์ใจเย็นน้า โปรดักโอเคไม่ได้แปลว่าจัดซื้อจัดจ้างสะอาด โต๊ะนั้นนวดกันไปเยอะอยู่ครับ ดูที่ ดร.ตองโพสต์ได้ เปิดวาร์ป >> ดร.พิชชาเพ็ญ ประทีปปะณิช"จากนั้น…
-
เกาะประเด็นการเมือง จับตา นายกฯ แบะท่า ‘ถอยแลนด์บริดจ์’
จับตารัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ หลังนายกฯ แบะท่า รับฟังสภาอุตสาหกรรม-หอการค้า บอกไม่ต้องทำก็ได้ แต่ให้มีจุดเชื่อมต่อการขนส่งรถไฟเหนือมาใต้ และปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งก็เพียงพอ ยอมรับปวดหัวเรื่องหาเงินที่ไหนมาทำ ดีใจประเทศต่างๆ ชื่นชมไทยระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค. “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 18 ก.ค. นายกฯ นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 ราย และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีนนายกฯ กล่าวในงานตอนหนึ่งว่า เราจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ก็มีเสียงทักท้วงว่าอย่าเพิ่งทำ เอาเงินที่ไหนมาทำ เราก็ปวดหัวอยู่ วันนั้นประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ แต่ขอให้มีจุดเชื่อมต่อการขนส่ง ขอให้เชื่อมต่อทางรถไฟในช่วงตะวันตกและตะวันออกของประเทศไทย ให้ครบเพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้…