Category: การเมือง
-
งานเข้าเต็มๆ! นายกเฮง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคดัง ศาลออกหมายจับแล้ว
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 อนุมัติออกหมายจับ นายประวิทย์ (สงวนนามสกุล) หรือ นายกเฮง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย และ นางนวพร (สงวนนามสกุล) หลังถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เป็นนายหน้าเรียกรับเงิน โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการสอบผ่านได้วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 อนุมัติออกหมายจับ นายประวิทย์ (สงวนนามสกุล) หรือ นายกเฮง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย และ นางนวพร (สงวนนามสกุล) หลังถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เป็นนายหน้าเรียกรับเงิน โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการสอบผ่านได้คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นางสาวปวีณา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความ หลังได้รับการชักชวนจาก นางนวพร ปรือปรัง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ อบต.ตองปิด ให้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการ โดยมีการอ้างว่า นายประวิทย์ หรือ นายกเฮง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 มีโควตาและสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่านได้จากคำกล่าวอ้างดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาทั้งสองรวม 3 ครั้ง…
-
กฎหมายว่าไง?
ศึกฮั้ว สว.นี่ดุเดือดจริงๆเล่นกันทุกเม็ด!เรื่องที่ดีเอสไอ ไปแจ้งความกับกองปราบฯ หาคนผิดกรณี สำนวนสอบสวนคดีฮั้ว สว.หลุด ย่อยกันให้ดีนะครับเบื้องต้นคนนำข้อมูลออกมาก็คนที่ทำงานในดีเอสไอนั่นแหละครับเพราะคนนอกไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลและที่มีชื่อ "ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" ผู้อำนวยการบริหาร iLaw ถูกแจ้งความรวมอยู่ด้วยนั้น ถกเถียงกันหนักมากว่า ดีเอสไอ สามารถเอาผิดคนเปิดข้อมูลได้หรือไม่นักกฎหมายชำแหละประเด็นนี้กันเยอะครับบ้างก็ว่าเจ้าหน้าที่้ที่เอาข้อมูลออกมามีความผิด คนที่นำมาเผยแพร่ก็มีความผิดบ้างก็ว่าคนที่นำไปเผยแพร่ ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่มีความผิด"วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ" อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา สรุปประเด็นนี้ไว้น่าสนใจครับ"…การแจ้งความของDSI ในวันนี้ ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในการปกป้องความลับในกระบวนการยุติธรรมอย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของคดีนี้ไม่ใช่การตั้งคำถามว่า 'ใครเป็นคนเอาสำนวนไปเผยแพร่ต่อสื่อ?'แต่คือการตั้งคำถามว่า 'เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเป็นคนทำให้ความลับหลุดออกจากการควบคุมของรัฐเป็นคนแรก?'พนักงานสอบสวนต้องแยกแยะระหว่าง 'ตัวการต้นทาง (คนใน)'กับ 'ผู้เผยแพร่ปลายทาง (คนนอก)'ออกจากกันอย่างรัดกุมการเหมาเข่งกล่าวหาผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าเป็นผู้สนับสนุนการทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไร้หลักฐานการร่วมมือกันล่วงหน้า ไม่เพียงแต่จะขัดต่อหลักโครงสร้างกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรง แต่ยังอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อฟ้องปิดปาก (SLAPP) ภาคประชาสังคมหรือไม่อีกทั้งพึงพิจารณาว่า หากการเปิดเผยนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโปงการทุจริตครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงขนาดปล้นประเทศ และทำลายหลักนิติธรรม จะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่ต้องพยายามนำบุคคลเหล่านั้นมารับโทษหรือไม่…""…มาตรา ๑๖๔: เจ้าพนักงานเปิดเผยความลับในราชการ (โทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)มาตรา ๓๒๒ และ ๓๒๓: การเปิดเผยความลับ/เอกสารปิดผนึกของผู้อื่น (โทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน…
-
‘พล.ท.วันชนะ’ เดือด! ฟาด ‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ จำใส่กบาลไว้ ทำข้อตกลงให้ครบก่อนค่อยมาคุย
27 สิงหาคม 2569 – พล.ท.วันชนะ สวัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สน.ปร.มน.) และ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นสุดเดือดถึงปมชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ก่อนที่จะคิดไปไกลว่าจะคุย JBC ทั้งสามคนนี้ประกอบด้วย ฮุนเซน และฮุนมาเนต รวมไปถึง เตีย ด้วย ต้องจำใส่กบาลไว้ ว่า ข้อตกลงล่าสุดที่ต้องทำกันให้ได้ก่อนคือ Joint Statement of the 3/th Special GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568มี 11 ข้อที่ต้องทำ เพื่อลดความตึงเครียด และอีก 5 ข้อเป็นกลไกติดตาม รวม 16 ข้อข้อที่ทำและชัดเจนที่สุด เกิดจากฝ่ายไทยทำคือ ข้อ 11 ส่งคืน เชลยเขมร 18 นาย อันนี้ 100%แล้วส่วนครั้งนี้จะกล่าวถึงข้อ 2 คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้โครงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันเอาง่ายๆคือ ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น…
-
โยกย้ายผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา สิ้น ก.ย. ชาวบ้านลือ ส่อพิษ “90 บาร์” ปล่อยเยาวชน-ยาเสพติด
ข่าวลือการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 กำลังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีรายงานว่าจะมีคำสั่งโยกย้ายนักบริหารและนักปกครองระดับสูงจำนวน 20 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นคนในพื้นที่และเติบโตในสายงานพัฒนาชุมชนมาโดยตลอด เตรียมถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ขณะที่นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี จะย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราแทน ซึ่งถือเป็นการโยกย้ายออกจากพื้นที่ครั้งแรกของนายมนต์สิทธิ์กระแสความสงสัยที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นไปตามฤดูกาลปกติ หรือเป็นผลพวงจากการปฏิบัติการ “บารมีโสธร” ของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม 2569 ที่เข้าทลายร้านอาหารคล้ายสถานบันเทิงหลังสนามมวยเก่า 90’s บาร์&เรสเตอรองต์ ซึ่งพบการกระทำผิดหลายประการ เช่น ไม่ได้รับใบอนุญาต จำหน่ายสุราเกินเวลา พบเยาวชนจำนวน 39 คน และนักท่องเที่ยวใช้สารเสพติด 32 คน รวมถึงพบยาเสพติดตกเกลื่อนประชาชนบางส่วนยังตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งนี้อาจเป็นการ “ดีดสีน้ำเงินเทียมทิ้ง” เพื่อนำนักปกครองสาย “สีน้ำเงินแท้” เข้ามาดูแลพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมืองในอนาคต แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจะพยายามสนองนโยบายรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ทั้งการปราบปรามยาเสพติดด้วยการบุกค้นเรือนจำและการตั้งด่านสกัดกั้นอาวุธปืนและยาเสพติด แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้📰 อ่านข่าวฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบทั้งหมด👉 คลิกอ่านต่อที่ 77kaoded.news
-
หมายจับ ‘นายกเฮง’ อดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทย พฤติการณ์นายหน้าเรียกรับเงิน โกงสอบท้องถิ่น
นายกเฮงหมายจับ ‘นายกเฮง’ อดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทย พฤติการณ์นายหน้าเรียกรับเงิน โกงสอบท้องถิ่นนายกเฮง – จากกรณี นางสาวปวีณา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ หลังได้รับการชักชวนจาก นางนวพร ปรือปรัง (ผู้ต้องหาที่ 2 ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ จ.57/69 ลงวันที่ 25 ส.ค.69) ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ อบต.ตองปิด ให้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการโดยอ้างว่า นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ นายกเฮง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย (ผู้ต้องหาที่ 1 ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ จ.56/69 ลงวันที่ 25 ส.ค.69) มีโควตาและสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่านได้ ผู้กล่าวหาหลงเชื่อและจ่ายเงินให้ผู้ต้องหาทั้งสองรวม 3 ครั้ง จำนวน 650,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายสอบไม่ผ่านการคัดเลือกและถูกบ่ายเบี่ยงการคืนเงินมาโดยตลอดจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองเพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143…
-
เพจดัง กางภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ดินถล่มจากยอดเขาลาตังลิลุง สูงกว่า 7 พันเมตร เป็นต้นตอของมหาภัยพิบัติชายแดนเนปาล
เพจ "Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ" เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้จุดที่เป็นต้นตอ "มหาวิปโยค" น้ำท่วมฉับพลัน-ดินโคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต เกิดจากดินและก้อนหินน้อยใหญ่ถล่มลงมาจากยอดเขาลาตังลิลุง สูง 7,227 เมตร พลังมหาศาลไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจนถึงด่านชายแดน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก บางศพเหมือนร่างแหลกเหลว27 สิงหาคม 2569 – เฟซบุ๊ก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ เพจที่นำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และพิกัดแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ ได้ให้ข้อมูลเหตุการณ์มหาภัยพิบัติน้ำป่าดินโคลนถล่มบริเวณพรมแดนเทือกเขาหิมาลัย ระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยระบุดังนี้จุดกำเนิดและสาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนจีนและเนปาลวานนี้เกิดจากที่บริเวณใดและสาเหตุคืออะไรจากที่ทุกท่านได้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดจากดินโคลนถล่มในพื้นที่บริเวณทางตอนเหนือของเนปาลที่ติดกับพรมแดนจีนนั้นผมเองก็อยากรู้ว่าต้นตอมายังไงไปยังไง เลยเข้าไปดูข่าว กระแสข่าวบอกว่าเกิดแผนดินไหวบริเวณแถบเทือกเขาชายแดนจีนกับเนปาล ซึ่งมีคนสงสัยว่าคือต้นตอของสาเหตุ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงครับว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะเกิดจากแผ่นดินไหวในแถบเทือกเขาผมพบข่าวและภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณที่เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้ จึงนำเอามาประมวลผลดังภาพที่ผมแนบไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ใช่นักธรณีวิทยาแต่ด้วยความที่สนใจแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมภาพถ่ายทางอากาศ เพียงพอที่จะมองภาพภัยพิบัติทางนี้ออกจุดที่เป็นต้นตอของภัยพิบัติในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมาจากเขาลาตังลิลุง พิกัด 28.2566267, 85.5172227 ซึ่งมีความสูง 7,227 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นยอดเขาที่สูง 1 ใน 100 อันดับแรกของโลก มีน้ำแข็งและหิมะปกคลุมทั้งปี อยู่ในดินแดนของเนปาล โดยมีร่องหุบเขาทางเหนือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างจีนและเนปาลหากเรานำภาพถ่ายดาวเทียมหลังเกิดเหตุการณ์มาเทียบกับภาพถ่ายที่ถ่ายในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา…
-
นักวิเคราะห์ข้อมูลชี้วิกฤต ‘ทิเบต-เนปาล’ ส่งสัญญาณถึงไทยอย่ามองข้าม
27 ส.ค.2569 – ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เหตุการณ์ดินโคลนถล่มและมวลน้ำหลากฉับพลันเข้าถล่มด่านพรมแดนคีรง (Gyirong Port) รอยต่อระหว่างเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนและเนปาล ตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานบนแนวระเบียงเศรษฐกิจเทือกเขาสูง เมื่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภัยพิบัติน้ำป่าและดินถล่มซ้ำซ้อน ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจัดการข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาคสรุปสถานการณ์และตัวเลขความสูญเสียที่ชายแดนเนปาลยอดผู้เสียชีวิตและสูญหาย: รายงานข่าวด่วนเบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ราย ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวและประชาชนสูญหายอีกหลายร้อยคน ครอบคลุมนักท่องเที่ยวต่างชาติจากอินเดีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และมาเลเซียกลไกการเกิดภัยพิบัติ (Causal Mechanism): แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดหิมะและหินถล่มขนาดใหญ่ลงมากั้นทางเดินของแม่น้ำต้นสาย เมื่อแนวกักเก็บน้ำธรรมชาติแตกตัวออก จึงกลายเป็นมวลน้ำและโคลนความเร็วสูง (Debris Flow) พัดถล่มอาคารด่านตรวจคนเข้าเมือง สะพานเชื่อมพรมแดน และเส้นทางคมนาคมเบื้องล่างจนพังเสียหายในเวลาไม่กี่วินาทีทำไมถึงไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า? (Early Warning Limitation)ระยะเวลาแจ้งเตือนสั้นเกินไป (Time Lag เพียงไม่กี่นาที): แผ่นดินไหวเกิดขึ้นก่อนที่มวลโคลนจะถล่มเข้าด่านเพียงไม่กี่นาที ในหุบเขาแคบและลาดชันสูง มวลน้ำและเศษซากเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนระบบเฝ้าระวังภาคพื้นไม่สามารถประมวลผลและส่งสัญญาณอพยพได้ทันจุดกำเนิดอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารต้นน้ำ: การพังทลายของธารน้ำแข็งและมวลหินเกิดขึ้นบนยอดเขาสูงที่ไม่มีสถานีตรวจวัดแบบละเอียด เมื่อเขื่อนดินธรรมชาติแตกตัวกะทันหัน มวลน้ำจึงหลากลงมาทันทีโดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าระบบสื่อสารถูกตัดขาดทันที: เมื่อเกิดเหตุดินสไลด์ เสาสัญญาณไฟฟ้าและการสื่อสารบริเวณด่านพรมแดนถูกทำลายทันที ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถกระจายสัญญาณเตือนภัยไปยังชุมชนและด่านตรวจตอนล่างได้ทันท่วงทีการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบข้ามพรมแดนห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์: ด่านคีรงถือเป็นเส้นทางบกสายยุทธศาสตร์หลักตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ Belt and Road Initiative ระหว่างจีนกับเนปาล การที่เส้นทางถูกตัดขาดส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้าข้ามพรมแดนในทันทีความมั่นคงด้านพลังงาน:…
-
พยาธิตัวจี๊ด ภัยอันตราย ใช้ปากหนามเกาะ ไต่กัดกินได้ถึงอวัยวะภายในร่างกาย
พยาธิตัวจี๊ด ภัยอันตราย ใช้ปากหนามเกาะ ไต่กัดกินได้ถึงอวัยวะภายในร่างกายถึงดวงตา ปอด สมอง แพทย์ย้ำระวังอาหารปรุงไม่สุก – ดื่มน้ำตามคลองบึงพยาธิตัวจี๊ด ภัยอันตราย ใช้ปากหนามเกาะ ไต่กัดกินได้ถึงอวัยวะภายในร่างกายถึงดวงตา ปอด สมอง แพทย์ย้ำระวังอาหารปรุงไม่สุก – ดื่มน้ำตามคลองบึงพูดถึงพยาธิ ชนิดหนึ่งที่น่ากลัวมากคือตัวจี๊ด ซึ่งมีข่าวว่า มันกัดกินไต่ขึ้นไปถึงสมองคนได้ พยาธิตัวจี๊ด เป็นพยาธิตัวกลมที่มีลักษณะเด่น คือ บริเวณส่วนหัวมีกะเปาะที่ประดับด้วยหนามหลายแถว กะเปาะนี้สามารถยืดหดได้ ทำให้พยาธิสามารถไชทะลุผิวหนังและเนื้อเยื่อ แล้วเคลื่อนที่ไปตามส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายของคนหรือสัตว์ได้ คนสามารถติดพยาธิตัวจี๊ดได้หลายทาง ได้แก่ รับประทานเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่มีตัวอ่อนพยาธิปนเปื้อน โดยเฉพาะปลาน้ำจืด โดยไม่ทำให้สุกหรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีกุ้งไรปนเปื้อน ตัวอ่อนพยาธิจะไชทะลุผนังลำไส้ แล้วเคลื่อนตัวไปทั่วร่างกาย รวมทั้งอวัยวะภายใน เช่น ใต้ผิวหนัง เปลือกตา เยื่อหุ้มสมอง หรือแม้แต่สมองเมนูเสี่ยงพยาธิ อาทิ ก้อยปลาดิบ ลาบปลาดิบ ปลาร้า ปลาส้ม กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งดองซีอิ๊ววงจรชีวิตของพยาธิตัวจี๊ด…
-
“บิ๊กโก๋” โต้เขมรปม “อนุทิน” ไปช่องอานม้า ลั่นใครให้อำนาจตัดสินเขตแดนฝ่ายเดียว ชี้ไม่ใช่การปักหลักเขต
“บิ๊กโก๋”โต้! เขมร หลัง ประท้วง”อนุทิน“ ไปช่องอานม้า ดินแดนเขมร ถามกลับ? ใครเป็นผู้ให้อำนาจ ในการตัดสิน เขตแดน เขมรฝ่ายเดียวหรือ? ชี้ นายกฯ ให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ยั่วยุ ไม่ใช่ไปปักหลักเขต ไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลง ติงเขมรใช้ คำว่า ‘unauthorised’ไม่ได้ ก็อย่ามา ตัดสินเรื่องอธิปไตย เอง!ชี้ ความจริงก็คือ ความจริงความจริง ไม่ใช่อยู่ที่การตอกย้ำ เรื่องโกหกบ่อยฟแล้ว กลายเป็นความจริงจากกรณีที่ กัมพูชา ประท้วงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย ไปตรวจเยี่ยมกำลังพล ที่ เนิน500 ช่องอานม้า จ. อุบลราชธานี ว่า เดินทางเข้าไปใน “ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” และเรียกการเดินทางครั้งนี้ว่า unauthorised visit นั้นพลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผอ. JIC กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องถามกลับครับว่า ใครเป็นผู้ให้อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตัดสินเขตแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว? การที่กัมพูชาเขียนในแถลงการณ์ว่าพื้นที่หนึ่งเป็น ‘ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา’ เป็นข้อกล่าวอ้างของกัมพูชา…
-
แสบคอแล้วครับ
วงการนักข่าวสายปราบโกงรู้ดีว่า ถ้าเรื่องไหนถึงมือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้องเกาะติดห้ามปล่อย โดยเฉพาะมหากาพย์คดี “โกงสอบท้องถิ่น” ที่ทำเอาคนทั้งประเทศนั่งไม่ติด เพราะกระทบอนาคตผู้สอบและส่อเค้าสาวไปถึงบิ๊กข้าราชการระดับสูงโดยวันอังคารที่ผ่านมา รองฯ เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดโต๊ะแถลงความคืบหน้าการไต่สวนแบบจัดเต็ม งานนี้ผู้สื่อข่าวสายการเมืองและอาชญากรรมมารวมตัวกันแน่นขนัด ต่างคนต่างกระหน่ำยิงคำถามเป็นชุดเป็นสิบๆ ประเด็น ทั้งเรื่องเส้นทางเงินสะพัด การตรวจกระดาษคำตอบกว่า 8 แสนใบ การสาวลึกไปถึงตัวการใหญ่ และขยายผลย้อนหลังตั้งแต่ปี 64 ลากยาวมาถึงอธิบดีบางรายท่านรองเลขาฯ ป.ป.ช.ก็ตอบละเอียดทีละเปลาะ อธิบายตั้งแต่การแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 ระดับ ไล่ตั้งแต่ฝ่ายนโยบาย บิ๊กข้าราชการ คณะกรรมการทำระบบ ไปจนถึงขบวนการนายหน้าเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมวางกรอบไต่สวนไว้ไม่เกิน 6 เดือน แต่จะเร่งเคลียร์ภาพรวมให้เห็นเค้าโครงภายใน 3-4 เดือนแน่นอน แถมยังต้องลงพื้นที่เช็กเจตนาคนสอบเป็นรายคน ว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นคนจ่ายเงินล็อกเก้าอี้ส่วนประเด็นร้อนเรื่องพยานปากเอกที่หวั่นจะโดนเก็บ จนมีกระแสข่าวขอความคุ้มครองนั้น ท่านรองฯ ย้ำชัดว่า ป.ป.ช.มีทั้งมาตรการคุ้มครองพยานและกันคนร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยาน สำหรับคนที่พร้อมแฉข้อมูลสาวไส้ขบวนการใหญ่ แถมยังเดินหน้าลุยตรวจเส้นเงินประสานทั้งสถาบันการเงินและ ปปง. เช็กละเอียดยิบทุกทอด ใครรับโอนตรงไหนไม่มีรอดสายตาแน่แต่ที่ทำเอาห้องแถลงข่าวส่งเสียงฮากัน ก็ตรงที่นักข่าวขยี้ไม่หยุด ถามเจาะรายชื่อคนนั้นคนนี้จนท่านรองฯ ต้องปรามเบาๆ…