Category: การเมือง
-
นายกฯ รับรู้จัก “ชณทัต” แต่ปัดมีส่วนร่วม หลังเจ้าตัวอ้างเป็นคณะทำงานนายกฯ เข้าทำร้ายสื่อ ยันหากทำเสียหายดำเนินคดีเด็ดขาด
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลแอบอ้างชื่อว่าเป็นหนึ่งในคณะทำงานนายกฯ เข้าไปทำร้ายสื่อมวลชน ซึ่งต่อมามีการระบุว่าบุคคลดังกล่าว คือ นายชณทัต ปัทะมะภูวดล อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ นั้น นายกฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า มีคนมากระซิบบอกบ้าง แต่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องจริงตามที่คนดังกล่าวอ้าง แต่ก็ยอมรับว่านายชณทัต เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยจริงและเคยเดินตามตนตั้งนานแล้ว แต่ตนไม่ได้ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรค เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าสไตล์การทำงานคงเข้ากับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ จึงไม่ได้ให้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รู้จักสนิทสนมนายชณทัต ด้วย เพราะชื่ออะไรก็ยังจำไม่ได้ต่อเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงชื่อนายชณทัต และถามย้ำว่าสนิทกับนายชณทัต หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า ไม่สนิทครับ ก่อนกล่าวเสริมว่าตนรู้จักคนดังกล่าวตามงาน เมื่อเขามายกมือไหว้ ตนก็รับไหว้แล้วก็ถามตามพิธีว่าสบายดีไหมเท่านั้นเอง เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ว่าหากนายชณทัต มีการแอบอ้างว่าเป็นคณะทำงานของนายกฯ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ถ้าไปแอบอ้างก่อให้เกิดความเสียหาย ก็มีกฎหมายจัดการ คนที่ได้รับความเสียหายก็ต้องดำเนินคดีทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า เพจเฟซบุ๊ก “ชณทัต ลุยครับ” ของนายชณทัต มีการปิดลงชั่วคราวแล้ว แต่เพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของเจ้าตัวที่ชื่อ Chanatat Patamabuwadl ยังมีการเปิดใช้งานตามปกติอยู่
-
‘เอกนิติ’ ไม่ได้มาเล่นๆ
ชอบครับ…หลงรัก "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" เสียแล้วล่ะครับจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสักกี่คน ที่ยอมพูดถึงสถานะทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของประเทศโดยไม่มีการปิดบังใดๆเป็นการโพสต์ข้อความประเดิม Facebook ใหม่ของ "เอกนิติ""…วันนี้ผมขอเปิดpost แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน ๒ ช่วงต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๙ พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอกตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพงวิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติปากท้องซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานานไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานานโดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก…"ครับ…อ่านท่อนนี้แล้วแม้จะรู้ว่าป่วยหนัก แต่ก็เห็นถึงศักยภาพของหมอว่า สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็งเรื้อรังได้แทบไม่อยู่ในความทรงจำเลยครับว่า ในอดีตเคยมีรัฐมนตรีคลังออกมายอมรับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศแบบตรงไปตรงมาหรือไม่ใกล้เคียงสุดน่าจะเป็น "ธารินทร์ นิมมานเหมินท์" ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่พังยับเยินจากวิกฤตต้มยำกุ้งกัดฟันโดนด่าว่า ออกกฎหมายขายชาติ ๑๑ ฉบับเมื่้อมองย้อนกลับไปหากวันนั้นไม่มีกฎหมาย ๑๑ ฉบับ การผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่เห็นรัฐบาลหลังจากนั้นคือรัฐบาลทักษิณ คงไม่ได้ชูคอ เพราะนอกจากความฉิบหายจากวิกฤตปี ๒๕๔๐ ยังอยู่ ยังต้องมาเจอการทุจริตเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อนฉิบหายหนักเข้าไปอีก!แต่นั่นรับรู้เพราะสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลี่ยง เพราะทั่วโลกต่างรู้ตรงกันว่า วิกฤตต้มยำกุ้งเริ่มต้นจากไทยต่างกับปัจจุบันใช่ว่าทุกคนจะเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยป่วยหนักมีหลากทัศนะบางคนบอกว่ายังไปได้บางคนยืนยันเศรษฐกิจไทยไม่มีอะไรต้องกังวลและบางคนบอกว่าแย่กว่าเขมรแต่เมื่อรัฐมนตรีคลังออกมายอมรับตรงๆ ว่า อยู่ในขั้นมะเร็งเรื้อรัง ก็แสดงว่าเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้วหากไม่ทำอะไร หายนะมาเยือนแน่เมื่อรู้ปัญหา รู้สถานการณ์ สิ่งที่ต้องตามมาคือ แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร"เอกนิติ" ทำงานเป็นระบบ ภายใต้หลักการ…
-
ดีกรีไม่ธรรมดา! เปิดประวัติ วีระพงศ์ สุดาวงศ์ ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่
ก.ต. มีมติเอกฉันท์แต่งตั้ง นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 52 มีผล 1 ต.ค. 2569 เปิดประวัติการทำงานและผลงานสำคัญ.เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีการประชุมวาระสำคัญ และมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบแต่งตั้ง นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52 โดยการแต่งตั้งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปหลังจากนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการบริหารงานของศาลยุติธรรมสำหรับประวัติของ นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ท่านสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ในวงการตุลาการตลอดระยะเวลาการรับราชการ นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ1. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช2. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา3. รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์4. อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 55. ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 1นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับสูง ได้แก่1. อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง2.…
-
วิมล ดีดปาก สส.พรรคส้ม ลั่น บุ้งตายไปนานแล้ว แต่พวกฆาตกรยังอยู่ดีมีสุขในสังคม
วิมล ดีดปาก สส.พรรคส้ม ลั่น บุ้งตายไปนานแล้ว แต่พวกฆาตกรยังอยู่ดีมีสุขในสังคมเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้แชร์โพสต์ข่าวของนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ที่ได้โพสต์ถึงกรณีศาลยกฟ้อง ม.112 และ ม.116 น.ส.ตะวัน พร้อมพวก โดยได้เปรียบเทียบกับกรณีของ บุ้ง เนติพร โดยระบุข้อความ ว่า "สุดท้ายยกฟ้อง แต่คดีคือ คดีที่ถอนประกัน บุ้ง เนติพร จนบุ้งอดอาหาร และเสียชีวิต ใครจะรับผิดชอบ เห็นรึยังปัญหาของมาตรา 112"โดยนายวิมล ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า "ถ้าไม่มีขบวนการส้ม ถ้าไม่มีพวกหัวโจกปั่นหัวเด็กและหนุ่มสาว ถ้าไม่มีพวกหัวหงอกหัวดำชูกำปั้น-ชู3นิ้วคอยยุยงสนัยสนุน ถ้าไม่มีพวกอยากล้มเจ้าคอยเชียร์ บุ้งก็จะไม่ทำผิดกฎหมายและไม่ตาย คนพวกนี้คือฆาตกรตัวจริงบุ้งตายไปนานแล้ว แต่พวกฆาตกรยังอยู่ดีมีสุขในสังคม แถมลอยหน้าก่นโทษคนอื่น บ้างก็ถามหาคนรับผิดชอบความตายของบุ้ง! ไม่ว่าพวกฆาตกรจะก่นโทษใครก็ไม่ได้ช่วยลบความจริงไปได้ การกระทำสำเร็จไปแล้ว"
-
‘อ.อัจฉราวดี’ แนะ ‘โน้ส’ ฝึกสติพูดด้วยปิยะวาจาอย่ายกสรรพสัตว์มาทั้งป่าให้เป็นอัปมงคลปาก
7 ก.ค.2569- อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่าคุณโน้ส อุดม เป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณนะ เป็นคนรักคุณแม่มากเป็นต้นทุนบุญที่ดีมาเรื่องการพูดแซวพูดสนุกสนาน ก็เป็นนิสัยจนมาเป็นอาชีพที่สร้างเนื้อสร้างตัวได้ ลึกๆ แล้วก็มีใจใฝ่ธรรมด้วยส่วนจะไปใฝ่กับใครที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณให้ถ่องแท้ หากไปหนุนผู้ที่ทำให้มีความเห็นในธรรมที่ผิดเพี้ยนก็จะกลายเป็นกรรมด้วยเรื่องการโดนคนใกล้ตัวโกงจนหมดตัว ย่อมเกิดจากวิบากเก่าผสมกับความประมาทในการไว้เนื้อเชื่อใจ วิบากกรรมมาปิดตาปิดใจทำให้รู้ตัวช้า แต่ด้วยบุญความกตัญญูต่อมารดา ทำให้แม้จะเสียหายไปมากแต่ก็มีช่องทางหาทรัพย์มาได้สิ่งที่คนส่วนใหญ่พึงตระหนักอันนึงคือ การที่บุคคลมีทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ คือไม่ได้โกงหรือเบียดเบียนใครมา แล้วรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมของการพูดจาหยาบคาย พูดส่อเสียดผู้มีพระคุณอันยิ่ง ผลกรรมนั้นจะทำให้ทรัพย์พินาศรวมถึงผู้ชอบหยาบคายรายนาทียกสรรพสัตว์ทั้งฝูงมาตลอด เพราะวจีกรรมคือกระแสจิตที่แปลงส่งออกมาเป็นคลื่นเสียง เป็นการส่งกระแสพิษที่หยาบออกมาตัดบุญของตน กระแสพิษจะไปบั่นทอนชีวิตส่งผลให้สิ่งดีๆ ที่ครอบครองอยู่ต้องพบกับความพินาศ และดึงให้ไปพบเจอคนจิตหยาบ จนเป็นการเปิดช่องที่นำไปสู่ความเสียหายในทรัพย์ เช่น ชวนกันไปลงทุนที่เสียหาย หรือถูกโกงคนเรามีทั้งดีและไม่ดีในตัวพระพุทธองค์ทรงสอนว่า “กัลยาณมิตร คือทั้งหมดของพรหมจรรย์”ในหลักมงคลชีวิต 38 ประการข้อแรกสุดคือ การไม่คบคนพาลเพราะคบคนพาลเพียงคนเดียว ชีวิตจะเดินผิดองศาจนจมลงนรกได้เลยหากหันกลับมาไม่ทันหลายสิบปีอาจารย์เคยอ่านหนังสือที่คุณโน้ส อุดมเขียน อ่านแล้วก็ได้หัวเราะผ่อนคลายกับการเล่าเรื่องที่คุณโน้สประสบมา แม้จะเป็นความสุขฉาบบนพื้นผิว แต่การหัวเราะก็ช่วยให้คลายทุกข์ได้บ้างเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ หากอาจารย์เป็นพระก็อยากจะขอบิณฑบาต อย่าพูดแขวะผู้มีพระคุณใดๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญของบ้านเมือง จะได้รักษาทรัพย์ไว้ได้ และให้เพลาๆ การพูดจาหยาบคาย ฝึกสติพูดด้วยปิยะวาจาอย่ายกสรรพสัตว์มาทั้งป่าให้เป็นอัปมงคลปาก..ที่อเมริกาเขาก็มีคนทำ Stand up Comedy ที่ไม่ใช้คำหยาบแต่ได้ใจคนดูทั้งโลก เช่น…
-
ไม่รอด! นายกฯ สั่งสอบวินัยร้ายแรงด่วน 5 บิ๊ก สถ. ปมโยงโกงสอบท้องถิ่น เผยรายชื่อครบ
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตในการสอบท้องถิ่นปี 2568 ว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการในหลายระดับ โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตในการสอบท้องถิ่นปี 2568 ว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการในหลายระดับ โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อข้าราชการที่อาจเกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งเป็นอีกชุดหนึ่งแยกต่างหากจากระดับสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ก็ได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ด้วยเช่นกันนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มันตลกดีนะ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็มีแต่ละหน่วยงานของราชการที่จะต้องเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกหน่วยงานทำงานตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตน และดำเนินการคู่ขนานกันไปพร้อมระบุว่า สุดท้ายข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลมีความครบถ้วนมากขึ้น และทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือกัน…
-
ทำไมยิ่งออกกำลังกายยิ่งหน้าแก่ !! แพทย์แนะนำวิธีฟิตอย่างไรไม่โทรม
ทำไมยิ่งออกกำลังกายยิ่งหน้าแก่ !! แพทย์แนะนำวิธีฟิตอย่างไรไม่โทรม มาดูกัน ทั้งวิธีดูแลร่างกาย ออกกำลังกาย และสารอาหารที่จำเป็น“ยิ่งออกกำลังกาย ทำไมหน้ายิ่งดูแก่ลง?” คำพูดนี้จริง !! เริ่มมีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มสังเกตว่า หลังจากฟิตหุ่นจริงจัง น้ำหนักลดไว แต่ใบหน้ากลับดูตอบ เหนื่อยล้า และมีริ้วรอยมากขึ้น การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นหนึ่งในวิธีชะลอวัยที่ดีที่สุด เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความไวของอินซูลิน และช่วยให้ผิวดูสดใส สุขภาพดี พูดง่าย ๆ คือ ถ้าทำถูก “หน้าเด็กลง” ด้วยซ้ำแต่ที่ยิ่งฟิตยิ่งหน้าโทรม มันมาจาก “วิธีที่คุณดูแลตัวเองระหว่างฟิต” กลุ่มที่เจอปัญหานี้บ่อย เช่น สายวิ่งมาราธอน คนลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ผู้ที่ออกกำลังกายหนักทุกวัน แต่สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าโทรม ได้แก่ ลดน้ำหนักเร็วเกินไป ไขมันใต้ผิวหน้าลดลง โปรตีนไม่พอ พลังงานไม่พอ นอนน้อย ทำให้เกิด ภาวะ overtraining (ออกหนักเกินร่างกายฟื้นตัว ) ร่างกายไม่สมดุลต่างหากที่ทำให้หน้าโทรม ไขมันใต้ผิวหนังบนใบหน้า เปรียบเหมือน “ฟิลเลอร์ธรรมชาติ” เมื่อคุณลดน้ำหนักเร็วเกินไป ไขมันส่วนนี้จะหายไปก่อน ผลที่ตามมา…
-
ชาดา ชี้รัฐซุกปัญหาใต้พรม ขยายตำแหน่งบริหารพองตัว จนมีแต่คนสั่ง ไม่มีคนทำ
ชาดา ชี้รัฐซุกปัญหาใต้พรม ขยายตำแหน่งบริหารพองตัว จนมีแต่คนสั่ง ไม่มีคนทำเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการฯ อภิปรายถึงปัญหารายจ่ายประจำของภาครัฐ โดยเฉพาะงบบุคลากร ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รัฐมีข้อจำกัดในการนำงบประมาณไปลงทุนหรือพัฒนาด้านอื่นที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศนายชาดา กล่าวว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาได้ยินนโยบายเรื่องการลดจำนวนข้าราชการมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการขยายตัวของตำแหน่งและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินเดือนข้าราชการแล้ว ภาระงบประมาณด้านบุคลากรมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปีนายชาดา ระบุว่า การขยายตัวในตำแหน่งของส่วนราชการต่างๆเกิดขึ้นมากมาย อาทิ ในกระทรวงมหาดไทย ในราชการส่วนภูมิภาคมีตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (บริหารต้น) มากถึงจังหวัดละ 4 คน ในส่วนกลางตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง(บริหารสูง)มากเกินความจำเป็น รวมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีการกำหนดกรอบเพิ่มตำแหน่งระดับสูงมากเกินความจำเป็น และทำให้ภาครัฐต้องแบกรับเงินค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการระดับสูงที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในขณะที่ตำแหน่งจำนวนมากของข้าราชการระดับปฎิบัติถูกนำไปแลกให้หน่วยงานของตนเพื่อให้มีแต่ข้าราชการระดับสูงสะท้อนปัญหาโครงสร้างกำลังคนที่ไม่สมดุล จนเกิดสภาพ ”มีแต่คนสั่งไม่มีคนทำงาน“นายชาดา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็น “ขยะที่ซุกอยู่ใต้พรม” ของระบบราชการไทย และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทบทวนการขยายกรอบตำแหน่งบริหารอย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้มีการเพิ่มตำแหน่งโดยไม่มีความจำเป็น จะยิ่งเพิ่มภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว และกระทบต่อศักยภาพของรัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศนอกจากนี้ นายชาดา ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภาครัฐ อาทิ…
-
จากคดีแอร์มีนา สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ศาลสูงออสเตรเลีย เมื่อการเลือกที่จะไม่รู้อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว
6 ก.ค.2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อเขียนเรื่อง จาก "คดีแอร์มีนา" สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ของศาลสูงออสเตรเลีย: เมื่อ "การเลือกที่จะไม่รู้" อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว เนื้อหาระบุว่า การจับกุม "แอร์มีนา" พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย วัย 26 ปี ที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญวงการการบินระดับประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอย่างแนบเนียนด้วยการซีลฝังไว้ในเนื้อผ้าของ "กระเป๋าผ้าลายช้าง" จำนวน 12 ใบ ซึ่งเบื้องต้นตรวจแล็บยืนยันผลแล้ว 2 ใบ น้ำหนักประมาณ 900 กรัม ถึงประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 11.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามการประเมินเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ คดีอาชญากรรมข้ามชาตินี้ได้กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนทันทีหลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน ปฏิบัติการแกะรอยของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ร่วมกับสำนักงาน…
-
เปิดชื่อ 5 บิ๊ก ขรก.ถูกสอบวินัยคดีโกงสอบท้องถิ่น นายกฯ ชี้หลายหน่วยงานช่วยกันสอบทำให้ข้อมูลแน่น
เปิดชื่อ 5 บิ๊ก ขรก.ถูกสอบวินัยคดีโกงสอบท้องถิ่น นายกฯ ชี้หลายหน่วยงานช่วยกันสอบทำให้ข้อมูลแน่น ตอนนี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ใครโดนก็ว่ากันไปตามกฎหมายเมื่อเวลา 16.29 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีการแต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวง ได้มารายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคนละส่วนของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้มารายงานในส่วนของตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมไปถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)"มันตลกดีนะ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็จะมีแต่ละหน่วยงานที่จะไปดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน อย่างที่ผมเคยบอก ทุกหน่วยงานทำตามขอบเขตอำนาจ และหน้าที่ของเขา คู่ขนานกันไป สุดท้ายอย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหลายก็ต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอนเพราะเราใช้แต่ละหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานปราบปราม ในการดำเนินคดี" นายกฯ กล่าวเมื่อถามว่า แต่ละหน่วยงานที่มีการรายงานมาพบผู้กระทำความผิดมีรายชื่อซ้ำกันหรือไม่…