Category: การเมือง

  • โอนให้ค่าอะไร? กกต.ขว้างงูไม่พ้นคอ! ยอมรับแล้ว ว่ามีการโอนเงินนักการเมือง 860,000 บาท มายังจนท. จริง!!

    สมชัย ตั้งคำถาม กกต. อ้างโอนเงิน ไม่เกี่ยว ฮั้ว สว. หรือไม่ยังไม่ชัดเจน แต่ เรื่อง การจ่ายเงินมีการจ่ายเงินจริง และ มีการยกคำร้องจริงผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โพสต์ ระบุว่า…ขว้างงูไม่พ้นคอ1. กกต. ยอมรับว่ามีการโอนเงิน 860,000 บาท จากนักการเมืองท้องถิ่น จ. อำนาจเจริญ ไปให้ จนท.สืบสวน กกต. ในช่วงเดือน เมษายน ถึง กรกฎาคม 2567 จริง2. กกต. ปฏิเสธว่า กรณีดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับ คดี ฮั้ว สว.3. พริษฐ์ วัชรสินธุ เปิดหลักฐานคำวินิจฉัย กกต. ที่ 78/2567 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 กรณีทุจริตการเลือกตั้ง สส.…

  • เปิดประวัติ ‘ชัยชนะ เดชเดโช’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.สาธารณสุข

    เปิดประวัติ ‘ชัยชนะ เดชเดโช’ หลังถูกโยงอดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่ตบหน้ารอง ผกก.ทุ่งใหญ่ เมืองคอน โลดแล่นจากการเมืองท้องถิ่นสู่เก้าอี้ รมช.สาธารณสุข ยุครัฐบาล ‘แพทองธาร’ รวย 66 ล้าน สถานะหย่า-บุตร 1 คน ปืน 7 กระบอกล่าสุดชื่อของ “ชัยชนะ เดชเดโช” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีต รมช.สาธารณสุข ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังเกิดกระแสข่าวที่มีการเชื่อมโยงเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเป็นอดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตบหน้ารองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เหตุไม่พอใจที่ไม่ช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยช่วงเย็นวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา รองผู้กำกับรายดังกล่าว ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อนายชัยชนะ ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่ามีการกระทำเกิดขึ้นจริงนั้นสำหรับประวัติของนายชัยชนะ มีชื่อเล่นว่า“แทน” เกิดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2529 เป็นบุตรคนโตของ นายวิฑูรย์ และนางกนกพร เดชเดโช อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพี่น้องรวม 4 คนในด้านชีวิตครอบครัว นายชัยชนะอยู่กินฉันสามีภริยากับ น.ส.ชฎาลักษณ์…

  • ‘โตโน่’ รับฝันเป็นจริง หลังถือหุ้น 50% เป็นเจ้าของร่วม ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด

    'โตโน่' รับฝันเป็นจริง หลังถือหุ้น 50% เป็นเจ้าของร่วม ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด รับเจอปัญหาทุกวันแต่ยังรัก ยืนยันแม้โฟกัสการบริหารฟุตบอล แต่ยังไม่ทิ้งงานแสดง13 ส.ค. 69 – "โตโน่" ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ เปิดใจหลังเข้าเข้าถือหุ้น 50% และดำรงตำแหน่งเป็นประธานสโมสรฟุตบอล ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ดล่าสุด โตโน่ มาร่วมงานแถลงข่าว BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 บริเวณ SCBX NEXT ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ปีนี้จะมีผลงานแบบภาพยนตร์ให้ชมไหม ?โตโน่ : มีนะครับ มีภาพยนตร์ติดต่อเข้ามา แต่ว่าผมยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มเปิดกล้องได้ตอนไหนนะครับ ตอนนี้ก็คงจะยังพูดอะไรมากไม่ได้ครับเรื่องที่เรารับไว้ก่อนหน้านี้ใช่ไหมที่เปิดตัวไป ?โตโน่ : ทั้งเรื่องที่คุยไปแล้วด้วย แล้วก็เรื่องใหม่ด้วยครับ แต่ว่าตอนนี้โฟกัสอยู่ที่ฟุตบอลหมดเลย (หัวเราะ) ใกล้เปิดฤดูกาลแล้วครับ”มีส่วนร่วมยังไงกับทีมร้อยเอ็ดบ้าง เป็นทั้งหุ้นส่วนทางสโมสรด้วย แล้วก็ทั้งประธานสโมสรเลย ?โตโน่ : ตอนเด็ก…

  • ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ตีตก 2 คำร้องทั้งกรณี ‘เด็ก กธ.ถูกถอนชื่อ-บัตรประชามติ’

    ศาล รธน.ตีตกคำร้อง 'ก้องเกียรติ' เด็กกธ. ปมถูกถอนชื่อลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช ชี้คดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมไม่รับกรณีร้อง กกต.ไม่ออกแบบบัตรประชามติให้มีช่องแก้ไข รธน.เป็นรายมาตราขัด รธน.13 ส.ค.2569 – ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 7 นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่า ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของ กกต.ผู้ถูกร้องที่ 1 ประธานกกต.ผู้ถูกร้องที่ 2 กกต.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ถูกร้องที่ 3 และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 4 กรณีมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 7 เนื่องจากเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 42 (12) และมีคำสั่งยกคำร้องเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของนายก้องเกียรติ และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา42 (12) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา…

  • ‘อยากได้ที่วัด…อ่านนี่’

    เจอแล้ว…นี่ไง!“ธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ บาท”ที่หายไปจากระบบ ๑.๔ แสนล้านบาท!?ส่วนหนึ่ง (เท่าที่พบ) กระจุ๋มกระจิ๋มแค่ ๑๘,๗๕๙,๐๐๐ บาทตรวจค้นพบ ซุกอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ย่านอำเภอยะรัง ปัตตานีเป็น “แบงก์พัน” ล้วนๆกับบุหรี่เถื่อน ๒,๔๕๒,๖๘๐ มวน (นับมวนให้มึนทำไมก็ไม่รู้)และปืนพกอีก ๓ กระบอก!ถามว่า “ของใคร”?กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า ร่วมกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ศุลกากร และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ที่ร่วมกันตรวจค้น“ไม่ (ยอม) บอกชื่อจริง” แต่ควบคุมตัวไว้แล้ว ๓ คน!เงินสดตั้ง ๑๐-๒๐ ล้านบาทเช่นนี้ มาจากไหน?ตอบไม่ยากก็มาจาก “ค้าของเถื่อน” น่ะซีแล้วเก็บเงินสดไว้เพื่ออะไร ทำไมไม่เอาไปฝากแบงก์?ตอบไม่ยากอีกนั่นแหละก็เพื่อใช้เป็นน้ำเลี้ยงพวกโจรแบ่งแยกดินแดนน่ะซีน้ำเลี้ยงนักการเมืองและการเลือกตั้งด้วยรึเปล่า?ไม่รู้ (โว้ย) ถามซอกแซกจริง…ไอ้เซ่อ!ปัญหาภาคใต้ที่ “ไม่ยอมให้จบ” นั้น สาเหตุหลักมาจาก-เรื่องค้าของเถื่อน-เรื่องค้ายาเสพติด-เรื่องโจรแยกดินแดน และ-เรื่องคนการเมืองและคนมีสีทั้ง ๔-๕ เรื่องนี้ เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน”ที่ทำให้ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ “ไม่สงบ” ถึงทุกวันนี้!“รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ” ชุดนี้ประชาชนฝากความหวังไว้มาก…

  • ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งลุยคดี ‘ชัยชนะ’ ตบบ้องหู รอง ผกก. ไม่ต้องสนใจตำแหน่งทางการเมือง

    “รรท.ผบช.8” สั่งฝ่ายสืบสวนภาคลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน สอบพยานที่เกิดเหตุ เตรียมเรียก “ชัยชนะ” สอบ ใครเกี่ยวข้องดำเนินคดีทั้งหมดไม่มีละเว้น ย้ำทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน13 สิงหาคม 2569 – ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า หลังเกิดเรื่องดังกล่าว เบื้องต้น พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อนหน้านี้ ในฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ลงพื้นที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลปริก โดยหลังจากนี้จะเชิญพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งจะต้องเชิญนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำด้วยเช่นกันพล.ต.ท.สุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหู ตนยังไม่ทราบว่ามีการหิ้วตัวนายตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกายออกจากพื้นที่งานด้วยหรือไม่ แต่ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวนชุดทำคดีสอบในทุกประเด็น โดยเฉพาะการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้น และไม่สนใจว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจหรือไม่นั้น…

  • จับตาเกมชิง อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง จับมือแน่น ดัน ‘พรรษพร’ ลูกสาว ‘ธงชัย’ สู้พรรคส้ม

    การเมืองท้องถิ่นนนทบุรีกำลังถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อโจทย์สำคัญของบรรดากลุ่มการเมืองที่ครองฐานอำนาจในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการรักษาตำแหน่งหรืออำนาจบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เท่านั้น หากแต่หมายถึงการรักษา “ฐานที่มั่นทางการเมือง” ที่เชื่อมต่อไปถึงการเมืองระดับชาติในอนาคตเพราะสำหรับสนามการเมืองยุคใหม่ การได้บริหาร อบจ.ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องตำแหน่ง หากยังหมายถึงการมี “เครื่องมือทางการเมือง” อยู่ในมือ ทั้งงบประมาณ กลไกการบริหารพื้นที่ และโอกาสในการเข้าถึงประชาชนผ่านการแก้ไขปัญหาและให้บริการสาธารณะ ซึ่งล้วนมีผลต่อการรักษาฐานความนิยมในระยะยาวด้วยเหตุนี้ หากกลุ่มการเมืองเดิมเกิดความแตกแยกหรือไม่สามารถตกลงกันได้ และเปิดช่องให้ “พรรคส้ม” เข้ามายึดพื้นที่ อบจ.นนทบุรีได้สำเร็จ ย่อมไม่ใช่เพียงการสูญเสียเก้าอี้ในสนามท้องถิ่น แต่หมายถึงการสูญเสียพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญ และอาจส่งผลต่อการแข่งขันในสนามเลือกตั้งระดับชาติในอนาคตด้วยโจทย์ใหญ่ “ต้องแพ็กให้แน่น”จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในกลุ่มแกนนำการเมืองท้องถิ่นว่า การรักษาสถานะเดิมเอาไว้ จำเป็นต้องทำให้กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่รวมตัวกันอยู่ในเครือข่าย “ผึ้งหลวง” ยังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพราะจุดอ่อนสำคัญของการเมืองบ้านใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ฐานเสียงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประสานผลประโยชน์และการจัดวางตัวบุคคลให้ทุกกลุ่มสามารถยอมรับร่วมกันได้หาก “บ้านใหญ่” และกลุ่มการเมืองต่างๆ เกิดการแยกตัว ย่อมเปิดพื้นที่ให้คู่แข่ง โดยเฉพาะพรรคส้ม เข้ามาแทรกกลางและเปลี่ยนสมการทางการเมืองได้ทันทีโจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครจะลงสมัคร” แต่คือ ใครสามารถเป็นตัวกลางที่ทำให้ทุกกลุ่มยอมรับและเดินไปด้วยกันได้ชื่อ “พรรษพร เย็นประเสริฐ” ถูกหยิบขึ้นมาวางบนกระดานท่ามกลางการพูดคุยกันในระดับแกนนำ มีการหยิบชื่อ นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ขึ้นมาพิจารณาในฐานะบุคคลที่อาจมีความเหมาะสมในการเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองเดิมสำหรับสนาม อบจ.นนทบุรีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ “นามสกุลเย็นประเสริฐ”…

  • บิ๊กนวยสุดทน! ออกโรงฉะ ‘ยิงโจรในบ้านก็ผิด’

    13 ส.ค.2569 – พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) อดีต ผบช.ภ.1 โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ประชาชนจะสับสน… เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญหา…” ระบุว่า บรรดาอาจารย์สอนกฎหมายคงต้องออกมาอธิบายความแล้วครับ…คำพูดข้อความเดียว "แม้จะยิงโจรในบ้านก็ผิด" จากคำพูดนี้อาจจะทำให้มีคนตัดสินใจไปเป็นโจรก็เป็นได้!!!สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากรัฐจะต้องรับผิดชอบในการให้ความคุ้มครองป้องกันแก่ประชาชนแล้ว คนทุกคนยังได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย เรียกกันว่า "ป้องกันสมควรแก่เหตุ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 บัญญัติว่า ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้จะทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด องค์ประกอบสำคัญ "ตกอยู่ในภยันตรายที่เป็นการประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมายและใกล้จะถึง และไม่สามารถขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงได้จึงจำต้องกระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่น โดยได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ"คนร้ายปีนรั้วมาลักลูกมะม่วงเลยใช้ปืนยิงตาย… อย่างนี้สิจะเป็นตามที่ท่านพูด… แต่ถ้าคนร้ายมีปืนเข้ามาลักทรัพย์ในบ้านสอดส่ายอาวุธพร้อมยิง เจ้าของบ้านเลยยิงตายกฏหมายมาตรานี้จะคุ้มครอง(ไม่ผิด)คดีที่กำลังดังอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี!!! มีวงจรปิดบันทึกภาพชัดเจน เดินถือปืนเอามือไขว้หลังเข้ามาหาผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ในรถ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ(ฝ่ายเดียว) เพราะมีภาพผู้ตายยื่นมือออกมาปัดๆ ห้ามๆ ผู้ต้องหาอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนผู้ต้องหาลงมือยิง (อย่างเมามัน) แล้วเดินทอดน่องไปอย่างสบายอารมณ์ (ไม่แน่ใจว่าผิวปากไปด้วยหรือไม่) ยังมีหน้าจะมาสู้เรื่องป้องกันสมควรแก่เหตุอีกหรือ??? ถ้าฝ่ายผู้ตายยิงสู้สิ ฝ่ายผู้ตายถึงจะอ้างป้องกันได้เพราะฝ่ายผู้ตายไม่ใช่ฝ่ายผู้ก่อเหตุ…แถมจะมีอ้างเหตุบันดาลโทสะ โดยอ้างว่ามาทวงหนี้แต่ผู้ตายไม่พูดด้วยเลยโกรธ "โกรธ" กับ "บันดาลโทสะ" ตามบทบัญญัติของกฎหมายมันคนละเรื่องกันนะครับ!!! จะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้นั้นจะต้องถูกข่มแหงใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ถ้าเป็นหนี้กันจริงก็ชอบที่จะไปใช้สิทธิทางศาลฟ้องบังคับชำระหนี้…

  • ‘จงกราบเถิด’

    หากจะกล่าวถึงประเด็นร้อน คงหนีไม่พ้นวิวาทะที่สืบเนื่องมาจากมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ที่หลุดวาทะเด็ดอย่าง “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ออกมา ข้อความสั้นๆ นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้สังคมแต่ยังกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่เปิดทางให้คู่แข่งทางการเมืองกระโดดเข้ามาร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการเปิดหน้าชวนวิวาทะระหว่าง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กับนายศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายและ สส.บัญชีรายชื่อ จากค่ายภูมิใจไทย ที่เปลี่ยนข้อถกเถียงทางกฎหมายให้กลายเป็นเวทีประชันความตลกร้ายได้อย่างเจ็บแสบเรื่องราวเริ่มขึ้น เมื่อนายสาทิตย์พยายามชี้ให้สังคมเห็นถึงความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารของผู้นำ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการป้องกันตัวขั้นพื้นฐานของประชาชนแน่นอนว่าเมื่อพาดพิงมาถึงนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค มีหรือที่คณะทำงานด้านกฎหมายอย่างนายศุภชัยจะยอมปล่อยผ่านเจ้าตัวจึงต้องออกโรงกางประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เพื่อ "ติวเข้ม" หลักการให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างพรรคได้ตระหนัก โดยอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า การป้องกันตัวนั้นต้องพิจารณาความ "พอสมควรแก่เหตุ" เป็นหัวใจสำคัญหากโจรบุกรุกมามือเปล่าแล้วเจ้าบ้านประเคนกระสุนใส่ ย่อมมีความผิดฐานทำเกินกว่าเหตุ แต่ถ้าโจรมีปืนและพร้อมเหนี่ยวไก สิทธิในการยิงสวนเพื่อป้องกันตัวย่อมได้รับการคุ้มครองซึ่งท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลจะเป็นผู้ตัดสินข้อเท็จจริงทั้งหมด ทว่าความคลาสสิกของวิวาทะครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การกางตำราสู้กันแต่อยู่ที่ลีลาการสอดแทรกความตลกร้ายในตอนท้าย เมื่อนายศุภชัยจงใจฝากข้อความเสียดสีส่งตรงถึงนายสาทิตย์ และบรรดาผู้ที่จ้องจะโหนกระแสดรามา ด้วยประโยคทองที่ว่า "หากโจรเอาปืนจ่อหัว สส. แล้วสั่งให้กราบ ก็ขอให้ จงกราบเถิด"นี่คือการตอกกลับแบบหน้าหงายที่ซ่อนอารมณ์ขันอันขื่นขม เป็นการเหน็บแนมอย่างมีศิลปะที่บางครั้งก็คมกริบและบาดลึกยิ่งกว่ากระสุนปืนเสียอีก.ช่างสงสัย

  • มติ กกต. 5 ต่อ 2 ‘แสวง’ ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70

    ที่ประชุม กกต.ลงมติ 5 ต่อ 2 ให้ “แสวง บุญมี” ผ่านประเมินผลงานปีงบประมาณ 2568 ส่งผลให้อยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ต่อจนครบสัญญา 31 มี.ค.70 หลังชุดปัจจุบันยกเลิกผลประเมินเดิมที่ให้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ 60%13 สิงหาคม 2569 – มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมลับเพื่อพิจารณาผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวงผ่านการประเมิน ซึ่งจะมีผลให้นายแสวงดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2570ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าว สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุม กกต.ชุดปัจจุบันมีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้ประเมินไว้ โดยให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60หาก กกต.ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามผลการประเมินของ กกต.ชุดที่นายอิทธิพรเป็นประธาน…