Category: ต่างประเทศ
-
ฮุน มาเนต ส่งหนังสือขอ ปธ.UNSC เรียกประชุมด่วน ชี้ไทยรุกราน คุกคามเสถียรภาพภูมิภาค
ฮุน มาเนต ส่งหนังสือขอ ปธ.UNSC เรียกประชุมด่วน ชี้ไทยรุกราน คุกคามเสถียรภาพภูมิภาคสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งจดหมายลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ถึงอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรปากีสถานประจำ สหประชาชาติ ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในปัจจุบัน แจ้งเรื่องการรุกรานด้วยอาวุธของไทยต่อกัมพูชา ความว่าข้าพเจ้าขอเรียนท่านและสมาชิก ของ UNSC รับทราบด้วยความเร่งด่วน เกี่ยวกับเหตุการณ์การรุกรานด้วยอาวุธของกองทัพไทยต่อกัมพูชาที่บริเวณ ชายแดน โดยเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 กองทัพไทยได้เปิดฉากโจมตีที่มั่นของกัมพูชาตามแนวชายแดนโดยปราศจากการยั่วยุ เป็นการดำเนินการที่ไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยเจตนา ซึ่งรวมถึงพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตากระเบย (ปราสาทตาควาย) และบริเวณมอมเบย (ช่องบก) ในเขตจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัยกัมพูชาของประณามอย่างรุนแรงและแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการรุกรานทางทหารโดยไม่มีเหตุอันควรและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าของกองทัพไทยการโจมตีทางทหารครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่รุกรานและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งทั้งสองหลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการพื้นฐานที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน ซึ่งห้ามการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใดๆ รวมถึงการไม่เคารพต่อหลักแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์มิตรในฐานะเพื่อนบ้าน ซึ่งกัมพูชาได้ยึดถือและปฏิบัติมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันสืบเนื่องจากการรุกรานที่ชัดเจน กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่จะป้องกันตนเองเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการสู้รบและกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด ถอนกองกำลังบริเวณชายแดน และงดเว้นการกระทำอันเป็นการยั่วยุใดๆ ที่จะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงความตึงเครียดตามแนวชายแดนและความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1904…
-
กัมพูชาร้อง UNSC ขอจัดประชุมด่วนหยุดยั้งการรุกรานของไทย
กัมพูชาส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ เรียกร้องให้จัดการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงโดยเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งการรุกรานของไทยวันที่ 24 ก.ค. 68 เวลา 12.52 น. นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เรียกร้องให้จัดการประชุมโดยเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งการรุกรานของไทยจดหมายระบุว่า “ถึง เอกอัครราชทูตอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด ผู้แทนถาวรของปากีสถานประจำสหประชาชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ณ กรุงนิวยอร์ก”“เรียน ฯพณฯ ข้าพเจ้าเขียนมาเพื่อแจ้งให้ท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ทราบเป็นการด่วนถึงการรุกรานด้วยอาวุธของกองกำลังทหารไทยต่อกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่บริเวณชายแดนระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้”“ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กองกำลังติดอาวุธของไทยได้เปิดฉากโจมตีกัมพูชาโดยไม่มีการยั่วยุ โดยวางแผนไว้ล่วงหน้า และจงใจ ตามแนวชายแดน รวมถึงปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และช่องบก ในจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย”“กัมพูชาขอประณามอย่างรุนแรงและแสดงความขุ่นเคืองอย่างสุดซึ้งต่อการรุกรานทางทหารโดยปราศจากการยั่วยุและไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าของกองทัพไทย”“การโจมตีทางทหารครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่รุกรานและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งทั้งสองหลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการพื้นฐานที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน ซึ่งห้ามการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใด ๆ รวมถึงการเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงต่อเจตนารมณ์ของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งกัมพูชาได้พยายามรักษาไว้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน”“เมื่อเผชิญกับการรุกรานที่โจ่งแจ้งนี้ กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติการสู้รบทั้งหมดโดยทันที ถอนกำลังทหารไปยังฝั่งชายแดนของตน และงดเว้นการกระทำยั่วยุใด ๆ…
-
‘กัมพูชา’ เรียกร้องประชาคมโลก ‘ประณามไทย’ อ้างโดนโจมตีก่อน
โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เรียกร้องประชาคมโลก ประณามไทย อ้างโดนโจมตีก่อน จึงต้องตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนวันนี้ (24 ก.ค.) เว็บไซต์ขแมร์ ไทม์ส สื่อท้องถิ่นกัมพูชา รายงานว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกแถลงการณ์ประณามการรุกรานทางทหารที่โหดร้าย และผิดกฎหมายของไทยภาพ: Press OCM – អង្គភាពព័ត៌មាន និងប្រតិកម្មរហ័សแถลงการณ์กล่าวหาว่า ไทยละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาด้วยการโจมตีข้ามพรมแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนางมาลี โสเชทา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่าไทยส่งทหารมากจำนวนมากและใช้อาวุธหนักพยายามยึดครองดินแดนกัมพูชา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็น การละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ บรรทัดฐานอาเซียน และหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างเห็นได้ชัดการกระทำเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศอีกด้วย โดยขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามการกระทำของไทย และไทยต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่สำหรับการล่วงละเมิดโดยไม่ยั้งคิดทั้งนี้ กัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านช่องทางกฎหมาย และการทูต ขอย้ำเตือนว่ากองทัพกัมพูชามีความพร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ มีสิทธิในการป้องกันตนเองอ่านข่าวเพิ่มเติม'กลาโหมกัมพูชา' วอนอย่าแชร์ภาพ-คลิป แสดงความเคลื่อนไหวทหาร-ฐานทัพ-อาวุธ'ฮุน มาเนต' อ้างไทยยิงก่อน กัมพูชาไม่มีทางเลือกต้องตอบโต้'โฆษก ทบ.' ลั่น 'กัมพูชา'…
-
F-16 ทิ้งระเบิดโจมตี 2 ฐานทหารกัมพูชา จุดยิงจรวดโจมตีชุมชนไทย
F-16 ทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายที่ตั้งอาวุธหนักในกัมพูชา 2 จุด โดยเป็นจุดที่ใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงใส่ชุมชนในไทยวันนี้ (24 ก.ค.2568) เมื่อเวลา 11.00 น. เครื่องบิน F-16 จำนวน 6 เครื่อง ถูกส่งไปสนับสนุนการสู้รบภาคพื้นของทางกองทัพบก ในการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้ใช้อาวุธประจำเครื่องบินที่มีความแม่นยำสูง โจมตีเป้าหมายที่ตั้งอาวุธหนักทหารกัมพูชา ที่ บก.พล.น้อย ส่วนสนับสนุนที่ 8 และกองพลน้อย ส่วนสนับสนุนที่ 9สำหรับจุดดังกล่าวเป็นผู้ใช้อาวุธปืนใหญ่โจมตีชุมชนและบ้านเรือนคนไทย และเป็นส่วนที่ใช้กำลังพลในการวางทุ่นระเบิดทหารไทยจากนั้นเวลา 11.40 น. ทางเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทำลายกระเช้าและบันไดทางขึ้นภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษทั้งนี้ ยืนยันว่าภายหลังปฏิบัติการทางอากาศ F-16 ทั้ง 6 เครื่อง ที่ใช้เวลาปฏิบัติการ 20 นาที ได้กลับฐานปฏิบัติการอย่างปลอดภัย
-
‘ฮุน มาเนต’ ย้ำ ไทยยิงก่อน กัมพูชาไม่มีทางเลือกต้องตอบโต้ ขอปชช.เชื่อใจรัฐบาล
เครดิตภาพ เฟซบุ๊ก Hun Manet‘ฮุน มาเนต’ ย้ำ ไทยยิงก่อน กัมพูชาไม่มีทางเลือกต้องตอบโต้ ขอปชช.เชื่อใจรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม อ้างว่ากองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่กองทัพกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตอบโต้กลับ แม้ว่ากัมพูชาจะยึดหลักแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธีมาตลอดก็ตามสมเด็จฯ ฮุน มาเนตโพสต์ว่า เมื่อเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม กองทัพไทยได้เปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของกองทัพกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ในจังหวัดอุดรมีชัย ต่อมาการปะทะกันได้ลุกลามไปจนถึงจุดสามเหลี่ยมมรกตและแม้ว่ากัมพูชาจะยึดถือนโยบายแก้ไขความขัดแย้งผ่านสันติวิธี แต่ในกรณีนี้ กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตอบโต้กลับการบุกรุกทางกองทัพ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชา กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และฝ่ายบริหารจังหวัด โดยเฉพาะกองทัพกัมพูชาได้มุ่งที่จะปกป้องอธิปไตยของกัมพูชา บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์ของชาติ โดยใช้วิธีทั้งในภาคการทหารและช่องทางการทูตสมเด็จฯ ฮุน มาเนต ยังขอให้ชาวกัมพูชาทุกคนวางใจเชื่อมั่นในรัฐบาลกัมพูชาและกองทัพ ที่กำลังอยู่ในแถวหน้าและปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงขอให้ทุกคนอย่าตื่นตระหนกและใช้ชีวิตตามปกติอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ฮุน มาเนต’ ย้ำ ไทยยิงก่อน กัมพูชาไม่มีทางเลือกต้องตอบโต้ ขอปชช.เชื่อใจรัฐบาลติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่– Website : https://www.matichon.co.th
-
กัมพูชาประกาศ ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย “เป็นระดับต่ำสุด”
รัฐบาลกัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยสู่ “ระดับต่ำสุด” โดยให้เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทุกคนกลับประเทศวันที่ 24 ก.ค. 68 สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้มาตรการของไทยนที่ลดความสัมพันธ์กับกัมพูชามาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย ได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณชายแดนที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วมาตรการดังกล่าวรวมถึงการเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากพนมเปญ และการขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากกรุงเทพฯกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงสู่ระดับ “อุปทูตรักษาการ” (Second Charge d’Affaires)นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทุกคนที่ประจำการอยู่ที่สถานทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศ และฝ่ายไทยยังได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องการเดินทางกลับของเจ้าหน้าที่การทูตออกจากกัมพูชาด้วยทั้งนี้ การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตเหลือเพียงระดับอุปทูตรักษาการนั้นหมายความว่า ลดระดับจากสถานเอกอัครราชทูตที่มี “เอกอัครราชทูต” ประจำการอยู่ เป็นเพียงสถานทูตที่มีเพียง “อุปทูตรักษาการ” เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเรียบเรียงจาก Khmer Timesข่าวที่เกี่ยวข้องกัมพูชา ปัดปมทุ่นระเบิดช่องอานม้า อ้างไทยลาดตระเวนในพื้นที่ระเบิดตกค้าง ไทยเรียกทูตกลับ–ขับทูตกัมพูชา อยู่ระดับไหนตามอนุสัญญาเวียนนา? อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กัมพูชาประกาศ ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย “เป็นระดับต่ำสุด”ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com
-
ไทยเรียกทูตกลับ สื่อกัมพูชาคาด จบความหวังการค้า 15,000 ล้านเหรียญ
ภูมิธรรมเรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับ ส่งทูตกัมพูชาคืน เตรียมปิดด่านที่เกี่ยวข้องเหตุระเบิด23 กรกฎาคม 2568 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับไทย และขับทูตกัมพูชา ถือเป็นการสั่งลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อตอบโต้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้าไทยตอบโต้เหตุระเบิดนายภูมิธรรมกล่าวว่า ได้รับรายงานจาก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ว่า จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญโคราช เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน พัน.ร.14 เหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยบอน ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลา 16.55 น. เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในท้องถิ่น (โรงพยาบาลน้ำยืน) ในเวลาต่อมารองนายกฯ กล่าวถึงแนวทางการตอบโต้ทางการทูต ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ โดยเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศ พร้อมทั้งส่งตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชา และยังมีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวอีกแนวทางตอบโต้คือแนวทางทางทหาร ด้วยการสั่งให้กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบกปิดด่านชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบกทั้งหมด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าเด็ดขาด แนวทางดังกล่าวเสนอเข้ามาโดยกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบก และรัฐบาลได้ไฟเขียวให้ดำเนินการตามนั้นนายภูมิธรรมกล่าวว่า ทุ่นระเบิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ไม่เคยพบในการลาดตระเวนครั้งก่อนหน้าจุดจบแผนการค้าไทย–กัมพูชา?ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน 2568…
-
เปิดประวัติ “ฮุน ซาเรือน” ทูตกัมพูชาผู้ถูกส่งกลับบ้าน
ทำความรู้จัก “ฮุน ซาเรือน” ทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย หลานชาย ฮุน เซน ผู้เคยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคี ก่อนจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการทูตล่าสุดระหว่าง 2 ประเทศจากการถูกส่งตัวกลับและโพสต์ข้อความปริศนา"ฮุน ซาเรือน" เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ได้กลายเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงเวลานี้ ด้วยภูมิหลังที่โดดเด่น ทั้งความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับอดีตผู้นำกัมพูชา และประสบการณ์การศึกษาในประเทศไทย ทำให้เขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาททั้งในการสานสัมพันธ์และเป็นชนวนความขัดแย้งทางการทูตที่สำคัญนายฮุน ซาเรือน ปัจจุบันอายุ 41 ปี มีถิ่นกำเนิดใน จ.ตาแก้ว ประเทศกัมพูชา จุดที่น่าสนใจที่สุดคือเขาเป็นหลานชายของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งทำให้เขามีความเชื่อมโยงระดับสูงกับศูนย์กลางอำนาจของกัมพูชาความผูกพันของฮุน ซาเรือนกับประเทศไทยนั้นเข้มข้นมาก เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และต่อด้วยปริญญาโทด้านการบริหารจัดการภาครัฐและภาคเอกชนจาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ด้วยพื้นฐานการศึกษาในไทยนี้เอง ทำให้เขาสามารถ สื่อสารภาษาไทยได้อย่างดีเยี่ยม และมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางทั้งในกัมพูชาและประเทศไทยความรู้ความเข้าใจในประเทศไทยของเขานี้เองที่ทำให้ประธานวุฒิสภาของไทยเชื่อมั่นว่าเขาจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองราชอาณาจักรได้เป็นอย่างดีเส้นทางอาชีพและบทบาททางการทูตก่อนที่จะมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาประจำประเทศไทยในปี 2565 ฮุน ซาเรือน มีประสบการณ์ในกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชามาอย่างโชกโชน เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรี, กงสุลใหญ่ราชอาณาจักรกัมพูชา ณ จังหวัดสระแก้ว, อธิบดีกรมเอเชียแปซิฟิกและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ, รวมถึงผู้ช่วยรัฐมนตรี นอกจากนี้ เขายังผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการทูต (นบท.) รุ่นที่…
-
ข่าวช็อก เจ้าชายวิลเลียม-แฮร์รี สูญเสีย ลูกพี่ลูกน้อง แม่พบศพพร้อมปืน
สุดเศร้า “โรซี่ โรช” ลูกพี่ลูกน้องวัยเพียง 20 ของ เจ้าชายแฮร์รี-เจ้าชายวิลเลียม เสียชีวิตที่บ้านพักสื่ออังกฤษรายงานข่าวการเสียชีวิตของ โรซี่ โรช (Rosie Roche) วัย 20 ปี ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเป็นหลานสาวของลุงเจ้าหญิงไดอานา พบเธอเสียชีวิต โดยมีอาวุธปืนวางอยู่ใกล้ศพ ภายในบ้านพักของครอบครัวในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอังกฤษ ชื่อว่า นอร์ตัน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งมามีรายงานเมื่อ 22 กรกฎาคมตามรายงานของ The Sun ระบุว่า แม่กับน้องสาวเป็นผู้พบร่างไร้ลมหายจของโรซี่ ขณะทั้งสองกำลังจัดกระเป๋าเตรียมออกเดินทางไปเที่ยวกับเพื่อน ๆนายแกรนต์ เดวีส์ (Grant Davies) พนักงานชันสูตรเขตพื้นที่ กล่าวว่าตำรวจได้ตรวจสอบแล้วและไม่พบสิ่งผิดปกติหรือบุคคลที่สามเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตครั้งนี้ พร้อมระบุว่าเป็นกรณีการตายไม่น่าสงสัย โดยการไต่สวนอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 25 ตุลาคม 2025โรซี่ โรช ลูกพี่ลูกน้องวัยเพียง 20 ของ เจ้าชายแฮร์รี-เจ้าชายวิลเลียมประวัติ โรซี่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดอแรม สาขาวรรณกรรมอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร ศาสตราจารย์เวนดี้…
-
ครูวัยเกษียณญี่ปุ่นถูกจับได้ แอบทำงานพิเศษร้านสะดวกซื้อ โกยเงินไป 1.7 ล้าน สำนึกผิดขอลาออก
ข่าวร้อนญี่ปุ่น ครูวัย 60 ปี ถูกจับได้แอบทำงานพิเศษร้ายสะดวกซื้อ โกยเงินไป 1.7 ล้าน โดนลงโทษตักเตือน แต่เจ้าตัวสำนึกผิด ขอลาออกเองเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจ เมื่อครูชายวัย 60 กว่าปี ของโรงเรียนมัธยมต้นเทศบาลเมืองโอคายาม่า ถูกสั่งลงโทษตักเตือน หลังจากแอบทำงานพิเศษเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อนอกเวลาราชการ และได้รับรายได้เสริมรวมประมาณ1.7 ล้านเยน (ราว 370,000 บาท)คณะกรรมการการศึกษาเทศบาลเมืองโอคายาม่าเปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวทำงานพิเศษที่ร้านสะดวกซื้อมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 จนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2025 ก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้นมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อมีผู้พบเห็นและแจ้งข้อมูล ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเดินทางไปตรวจสอบ และพบว่าครูคนดังกล่าวทำงานเสริมอยู่จริงครูคนดังกล่าวให้การว่า เขาเริ่มทำงานพิเศษหลังจากที่ได้รับการว่าจ้างงานใหม่ โดยมีเหตุผลเพื่อ “เป็นรายได้เนื่องจากปัญหาชีวิตส่วนตัว” เขาทำงานในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และช่วงกลางคืน โดยมีรายได้สูงสุดถึง 130,000 เยนต่อเดือน (ราว 28,500 บาท)ครูชายคนดังกล่าวแสดงความสำนึกผิดอย่างยิ่ง โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผมตระหนักดีและเสียใจอย่างยิ่งที่การกระทำของผมได้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในฐานะข้าราชการครูและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่” และมีรายงานว่าเขาได้แสดงความประสงค์ที่จะลาออกแล้วทางด้านนายยาซุจิ มิยาเกะ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการศึกษาเทศบาลเมืองโอคายาม่า กล่าวแสดงความขอโทษต่อสาธารณชนว่า “เราขออภัยอย่างยิ่งที่ได้สร้างความเดือดร้อนและความกังวลอย่างมากแก่เด็กๆ ผู้ปกครอง และพลเมืองทุกท่าน”…