Category: ทั่วไป
-
ทัพภาค2 ประกาศชัย ยึดคืนอธิปไตยชายแดนสำเร็จ ควบคุมทุกพื้นที่หลังปิดฉากปะทะเดือด
กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (27 ธ.ค.) ช่วงเช้ายังคงมีการปะทะหนักในหลายพื้นที่ ก่อนสั่งหยุดยิงเที่ยงวัน ทหารไทยควบคุมได้ทั้งหมดทุกพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทยที่ยึดคืนกลับมาได้28 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 09.00 น. กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา วานนี้ ( 27 ธ.ค.) ตลอดช่วงเช้ามีการปะทะด้วยอาวุธยิงสนับสนุนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนว จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีคำสั่ง “หยุดยิง” พร้อมกันหลังเวลา 12.00 น. ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมคลี่คลายลงชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีพื้นที่ช่องบก ช่วงเช้าฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงสนับสนุนและจรวดหลายลำกล้องจากด้านหลังเนิน 745 ฝ่ายไทยตรึงกำลังรับมือ ก่อนมีคำสั่งหยุดยิงช่วงเที่ยง ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญ และเข้าสู่ภาวะหยุดยิงเช่นเดียวกันชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ จุดปะทะหนาแน่น แนวซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า มีการยิงตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงต่อต้านที่ตั้งฝ่ายตรงข้าม พื้นที่สัตตะโสมมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด 1 นาย แม้ไม่มีการรุกภาคพื้นขนาดใหญ่ แต่พบความพยายามแทรกซึมเป็นระยะ หลังหยุดยิงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวบางจุดแนวผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย พบการระดมยิงจากฝั่งตรงข้าม ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการรวมอำนาจการยิงหลายระลอก มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดและแรงอัดหลายราย และหลังหยุดยิงยังพบความเคลื่อนไหวกำลังพลและยานพาหนะใกล้ปากช่องคานม้าและวัดแก้วพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายตรงข้ามโจมตีจากช่องโดนเอาว์และพยายามแทรกซึมหลายครั้ง ฝ่ายไทยใช้การยิงสกัด ทำให้แนวที่มั่นไม่เปลี่ยนแปลงหลังเข้าสู่ห้วงหยุดยิงส่วนพื้นที่ช่องสะงำ แม้ไม่พบความเคลื่อนไหวภาคพื้นสำคัญ…
-
ทหารแนวหน้า เปิดสภาพมือของตนเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทย
จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีการลงนามการหยุดยิงระหว่างตัวแทนประเทศไทยและตัวแทนประเทศกัมพูชา เวลา 12.00 น. ของวันที่ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 และติดตามเฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิง 72 ชั่วโมง ต่อมาทางด้าน ทหารแนวหน้า มีการโพสต์ภาพสภาพมือของตัวเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยทหารแนวหน้า เปิดสภาพมือของตนเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยโดยทางด้าน ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก จ่าสิบเอกชยพล สารีแก้ว ได้โพสต์ภาพสภาพมือของตัวเอง พร้อมระบุว่า "สภาพตัวเอง หลังหยุดยิง 12.00 น. 27 ธ.ค.68 ผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว #ทหารชายแดน #ทหารแนวหน้า #ทหารไทย" หลังจากนั้นก็มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ขอบคุณและส่งกำลังใจทหารแนวหน้า เปิดสภาพมือของตนเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยทหารแนวหน้า เปิดสภาพมือของตนเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยทหารแนวหน้า เปิดสภาพมือของตนเอง หลังทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยต่อมาทางด้านเฟซบุ๊กเพจ Army Military Force ก็ได้แชร์เรื่องราวดังกล่าว พร้อมระบุว่า…"ภาพมือของ จ่าสิบเอกชยพล สารีแก้ว ผู้ยอมแลกความเจ็บปวดของตน เพื่อรักษาแผ่นดินของเราไว้ นี่ไม่ใช่มือที่สวยงาม แต่คือมือของผู้ปกป้องแผ่นดินไทย ขอคารวะด้วยหัวใจ ที่ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทย แม้จะมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นคุณค่า…
-
หนุ่มก้มเก็บโทรศัพท์ พลัดตกโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เสียชีวิตสลด
หนุ่มไซต์ก่อสร้างก้มเก็บโทรศัพท์ พลัดตกโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร เสียชีวิตสลดเมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ร.ต.ท.นิติพล ช่างระดม รองสว.(สอบสวน) สน.บางโพ รับแจ้งเหตุชายตกจากที่สูงเสียชีวิตบริเวณไซต์ก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร จากคลองบางบัวสู่แม่น้ำเจ้าพระยา บ.อิตาเลี่ยนไทย ติดกับวัดสร้อยทอง ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครหนุ่มไซต์ก่อสร้าง ก้มเก็บมือถือ พลัดตกโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำจากการตรวจสอบพบศพคนงานสวมเสื้อแขนยาวสีกรม กางเกงขายาวสีดำ มีรอยฟกช้ำจากการตกจากที่สูง ทรัพย์สินติดตัว มีกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลภายในมีบัตรประชาชน สมุดจดและสิ่งของใช้ส่วนตัว ทราบชื่อ นายสมัย อายุ 59 ปี อยู่บริเวณอุโมงค์ระบายน้ำ ใต้ไซต์ก่อสร้างดังกล่าวหนุ่มก้มเก็บโทรศัพท์ตกโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรเสียชีวิต ญาติไม่ติดใจการเสียชีวิต ส่งรพ.ชันสูตรจากการสอบสวนเบื้องต้นผู้เสียชีวิตได้ทำโทรศัพท์ตกลงบริเวณคานเหล็กจึงก้มลงเก็บโทรศัพท์จึงเป็นเหตุให้พลัดตกลงไปดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการแจ้งญาติแล้ว ญาติไม่ติดใจอะไร นำส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเพื่อดำเนินการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไปทีมข่าวสด 28 ธ.ค.68อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หนุ่มก้มเก็บโทรศัพท์ พลัดตกโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เสียชีวิตสลดติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.khaosod.co.th
-
คาเฟ่ดังเขาใหญ่ แฉดาราชายและภรรยาอาละวาด บังคับพนักงานไหว้ขอโทษ-หวิดทำร้ายเจ้าของ
เดือดส่งท้ายปี 2025 คาเฟ่ดังในเขาใหญ่โพสต์แฉ พฤติกรรมลูกค้าดาราสุด Toxic ไม่พอใจพนักงานไหว้ขอโทษกลางร้าน พบเคยมีข่าวทำร้ายร่างกายวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก Bucolic Khaoyai คาเฟ่ชื่อดังในเขาใหญ่ ได้โพสต์บอกเล่าเหตุการณ์ที่ทางร้านยกให้เป็นลูกค้าที่ “Toxic ที่สุดแห่งปี” หลังถูกดาราชายและภรรยาเข้ามาสร้างความวุ่นวายและแสดงพฤติกรรมคุกคามพนักงานและเจ้าของร้านเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพนักงานของร้านได้แจ้งเตือนลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาของดารา ว่าไม่อนุญาตให้เด็กเข้าไปในคอกคาปิบาร่าเพียงลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล เพื่อความปลอดภัยตามกฎของร้าน โดยทางร้านยืนยันว่าพนักงานพูดจาสุภาพและยิ้มแย้มตามปกติแต่กลายเป็นว่าลูกค้าดารารายนี้กลับโวยวายเรียกหาเจ้าของร้าน แม้เจ้าของร้านจะกล่าวขอโทษไปหลายครั้งเพื่อตัดปัญหา แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจบ บังคับให้เรียกพนักงานคนดังกล่าวมา “กราบเท้า” หรือไหว้ขอโทษต่อหน้าคนทั้งร้าน ซึ่งเจ้าของร้านยืนยันว่าไม่มีนโยบายให้ลูกค้าด่าทอพนักงานระหว่างการโต้เถียง ลูกค้าดารารายนี้พยายามใช้นิ้วจิ้มมาที่ใบหน้าเจ้าของร้านเพื่อคุกคาม โดยอ้างว่าพนักงานทำแบบนี้ใส่เธอก่อน แต่เมื่อเจ้าของร้านตรวจสอบกล้องวงจรปิดกลับพบว่าพนักงานไม่ได้แสดงพฤติกรรมดังกล่าวเลยเหตุการณ์บานปลายมากขึ้นเมื่อ “สามี” ของลูกค้า ซึ่งเป็นดาราชายที่มีชื่อเสียง เดินทางมาถึงร้าน โดยสามีรายนี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ได้ฟังความข้างเดียวจากภรรยาแล้วเดินเข้ามาหาเรื่องเจ้าของร้านทันที โดยยื่นมือมาเกือบจะตบโดนใบหน้าเจ้าของร้านหลังเกิดเหตุ ทางร้านตรวจสอบพบภายหลังว่าดาราชายรายนี้เคยมีข่าวฉาวเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายผู้หญิงมาก่อน ทำให้ทางร้านรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยทางร้านได้พยายามเจรจาผ่านแชทและเสนอให้เปิดกล้องวงจรปิดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธและไม่ยอมรับผิด ล่าสุดทางร้านยืนยันว่าจะลงคลิปวิดีโอหลักฐานอย่างแน่นอนเพื่อปกป้องเกียรติของพนักงานและทางร้านเอง แต่ขอเวลาจัดการงานในช่วงเทศกาลที่มีลูกค้าเยอะก่อนทว่าล่าสุดวันนี้ (28 ธันวาคม) ทางร้าน Bucolic Khaoyai ได้โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กโดยบอกว่า ได้มีการเคลียร์ใจกับคู่กรณีแล้ว และได้มีการนัดคุยปรับความเข้าใจกันอีกครั้งแล้ว และมีการขอโทษกันทั้งสองฝ่ายอ้างอิง : Facebook Bucolic…
-
เปิดหมายเลขจับสลาก พรรคดัง ได้เบอร์ใดบ้างใช้หาเสียง มีทั้งเลขสวย เลขเบิ้ล
เปิดหมายเลขจับสลาก พรรคดัง ได้เบอร์ใดบ้างใช้หาเสียง มีทั้งเลขสวย เลขเบิ้ลสรุปครบเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ 52 พรรค พท.เฮงสุด ได้เบอร์ 9 ขณะที่ ภท. 37 ปชน. 46 ปชป.27 รทสช.6 พปชร. 43 ส่วนพรรคเล็ก ‘ไทยทรัพย์ทวี ’ คว้า หมายเลข 1วันที่ 28 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเป็นสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 – 30 ธ.ค.2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันที่ 31 ธ.ค.2568 เวลา 08.30 – 16.00 น.โดยมีบรรดาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ…
-
จุลพันธ์ ลั่น ต้องแยกแยะ!! พรรคที่ได้อันดับ 1 จากการเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ทุกพรรคโหวตให้ตนเองเป็นรัฐบาล
จุลพันธ์ ลั่น พรรคที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ไม่ได้มีสิทธิ์บังคับให้ทุกพรรคโหวตให้ตนเองเป็นรัฐบาล ขออย่าตีความให้อันตรายผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ ระบุว่าหลังจากฟังดีเบทเมื่อคืนแล้ว ผมขออธิบายหลักประชาธิปไตยเพิ่มเติมว่า พรรคที่ได้คะแนนหรือที่นั่งอันดับ 1ไม่ได้มีสิทธิ์บังคับให้ทุกพรรคต้องโหวตให้ตัวเองเป็นรัฐบาลสิ่งที่มีอยู่จริงคือ “ธรรมเนียมให้พรรคอันดับ 1 ได้รวบรวมเสียงก่อน” เพื่อสะท้อนเจตจำนงประชาชน แต่ไม่ใช่ใบสั่งให้ใครต้องยกมือให้หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ใช่อันดับ 1 แต่คือเสียงข้างมากในสภา ถ้ารวมเสียงไม่ได้ ก็ไม่มีใครเป็นหนี้ต้องโหวตให้ นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่พิธีกรรมตามอันดับคะแนนการยกเหตุผลว่า “ได้ที่ 1 แล้ว คนอื่นไม่โหวตคือไม่เคารพประชาชน” เป็นการตีความที่อันตราย เพราะเท่ากับลดค่าประชาธิปไตยให้เหลือแค่ตัวเลขอันดับ ไม่ใช่กระบวนการถ่วงดุลในสภาประชาชนเลือก ส.ส. ไม่ใช่เลือก “นายกฯ ล่วงหน้า”เราต้องแยกแยะให้ออกครับ#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS
-
‘อนุทิน’เปิดเกม ยกมือไหว้ท่วมหัว’เท้ง’ ขยี้จุดยืนการเมืองไทยแรงน่าจับตา
บรรยากาศการเมืองในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ร้อนแรงขึ้นทันตา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ที่จังหวัดสุพรรณบุรี "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ประเด็นที่กำลังถูกจับตา หลัง "นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวบนเวทีช่อง 3 ว่า พรรคประชาชน ไม่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112ทันทีที่ผู้สื่อข่าวตั้งคำถาม นายอนุทินมีสีหน้าตกใจ พร้อมย้อนถามเพื่อยืนยันข้อมูล ก่อนจะยกมือไหว้เหนือศีรษะ และกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำว่า…ขอบพระคุณครับ ขอบคุณท่านจริงๆ ยิ่งเป็นความสบายใจของประชาชน…ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสายตาสื่อและประชาชนที่จับจ้องทุกคำพูดเมื่อถูกถามต่อว่า การที่พรรคประชาชนประกาศไม่มีนโยบายแก้ ม.112 จะเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยจับมือร่วมรัฐบาลได้หรือไม่ "นายอนุทิน" ย้ำจุดยืนเดิมของพรรคว่า"ภูมิใจไทยพูดอยู่คำเดียว ไม่ร่วมรัฐบาล ไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ กับพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดที่แตะมาตรา 112"อย่างไรก็ตาม เมื่อคำถามไล่ไปถึงฉากทัศน์หลังการเลือกตั้ง นายอนุทินเลือกวางตัวระมัดระวัง เลี่ยงตอบตรงประเด็น โดยโยนการตัดสินใจกลับไปที่ประชาชน…เรื่องผลการเลือกตั้ง หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง เราไปพูดแทนประชาชนไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน พูดไปก่อนก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร…ท่าที“ไม่พูดก่อนเลือกตั้ง” ครั้งนี้ กลายเป็นสัญญาณที่ทำให้เกมการเมืองซับซ้อนยิ่งขึ้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครจะจับมือกับใคร แต่คือ…
-
ปาฏิหาริย์มีจริง! หนุ่มหน้าแหกสู้ตาย 6 เดือน รอดปางตายกลับมาใช้ชีวิตปกติด้วย “ประกันสังคม”
เปิดนาทีซึ้ง! หมอโผกอดส่งตัวหนุ่มรอดตายปาฏิหาริย์ หลัง จยย. ชนยับหน้าแตกละเอียด-โอกาสรอดแค่ครึ่งต่อครึ่ง สู้ชีวิตนาน 6 เดือนจนกลับมาปกติด้วยสิทธิ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.เฟซบุ๊ก Ping Aranyapala ได้เผยแพร่เรื่องราวของหนุ่มที่ประสบอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับแบริเออร์ เกือบสูญเสียดวงตา ต้องนอนโรงพยาบาลนับสิบวัน และ กายภาพอีกเป็นเวลา 6 เดือน กว่าจะมีชีวิตปกติ ซึ่งการดูแลรักษาทั้งหมดผ่านมาได้เพราะประกันสังคมโพสต์ระบุว่า “บางอุบัติเหตุ….ไม่ได้ทิ้งแค่แผล แต่มันทิ้ง “คำถาม” ว่า คนคนหนึ่ง จะได้กลับไปใช้ชีวิตเดิมอีกไหมย้อนกลับไปวันที่ 19 สิงหาคม 2568 “จักรภพ” ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับแบริเออร์วินาทีนั้น….แพทย์ทุกคนรู้เหมือนกันว่า โอกาสรอด = 50 : 50 กระดูกใบหน้าแตกแทบทุกส่วน หายใจเองไม่ได้ ดวงตาถูกกระแทกรุนแรง เลือดออกในลูกตา เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น เสียเลือดมากจนเข้าสู่ภาวะช็อก กระดูกข้อมือขวาแตกละเอียด สมองได้รับการกระทบกระเทือนทั้งหมดนี้…เกิดขึ้นกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่เช้านั้น ยังออกจากบ้านด้วยความคิดว่า “เดี๋ยวก็กลับ” จักรภพนอนโรงพยาบาลเกือบสิบวัน ผมผ่าตัดกระดูกใบหน้าให้เขานานกว่าสี่ชั่วโมง ทีมศัลยกรรมกระดูกซ่อมแซมมือให้ถึงสองครั้ง จักษุแพทย์ดูแลดวงตาอย่างใกล้ชิด ทีมประสาทศัลยศาสตร์ประเมินสมองทุกวัน…
-
น้องสาวเปิดสาเหตุ หนุ่มไรเดอร์บุกยิงแฟนสาว หน้าอพาร์ตเมนต์ ก่อนจบชีวิตหนีผิด
เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 28 ธ.ค.2568 ร.ต.อ.ณัฐธนนท์ นับงามธนเศรษฐ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.บางนา รับแจ้งเหตุหญิงถูกอาวุธปืนยิงเมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 28 ธ.ค.2568 ร.ต.อ.ณัฐธนนท์ นับงามธนเศรษฐ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.บางนา รับแจ้งเหตุหญิงถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต ภายในซอยบางนาตราด 16 แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาฯ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่เกิดเหตุบริเวณหน้าประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง พบร่างผู้เสียชีวิตชื่อ น.ส.สุนิสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี พนักงานร้านทองชื่อดังย่านบางนา สภาพร่างสวมเสื้อยืดแขนสั้น สีขาวคาดสีส้ม นุ่งกางเกงขายาว สีน้ำตาล มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิงเข้าขมับซ้าย 1 นัด นอนหงายจมกองเลือดส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายพีระพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี อาชีพขับไรเดอร์ ได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองบาดเจ็บสาหัส…
-
จากไม่ระแวง สู่หลักฐานคาตา “เหมย” เผยนาทีเห็นภาพแทงใจ
จากกรณีดราม่าร้อนแรงสะเทือนโลกโซเชียล เมื่อ "เหมย หมึกเป็นซาซิมิ" เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง ออกมาไลฟ์สดแฉพฤติกรรมสามี แอบนอกใจกับพนักงานแคชเชียร์สาววัย 40 ปี พร้อมเปิดหลักฐานจากกล้องวงจรปิดภายในร้าน ที่ปรากฏภาพความใกล้ชิดเกินขอบเขต จนชาวเน็ตพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักล่าสุด เพจ "อรรถรส" ได้เผยว่าเหมยออกมาเล่าย้อนเหตุการณ์อย่างละเอียด ถึงนาทีที่จับได้ว่าสามีนอกใจ โดยเหมยเล่าว่า คืนเกิดเหตุได้ออกไปเที่ยว กินกุ้งเผา และดูคอนเสิร์ตร่วมกับสามีตามปกติ ดื่มไวน์กันสองขวด ก่อนจะกลับมาที่ร้านราวตี 3หลังกลับถึงร้าน สามียังนั่งดื่มต่อกับพนักงานแคชเชียร์และเชฟใหญ่ ส่วนเหมยมีอาการเมามาก จึงขอขึ้นไปนอน พร้อมกำชับสามีก่อนแยกกันว่า “อย่าออกไปไหนนะ” แม้จะเมาแต่ก็ยังเตือนไว้อย่างชัดเจนเช้าวันถัดมา เหมยตื่นขึ้นมาเห็นภาพจากจอทีวีที่เชื่อมกับกล้องวงจรปิด พบว่าพนักงานแคชเชียร์เดินเข้ามากอดสามีก่อนกลับ และมีการลูบหลังกัน ตอนแรกยังคิดว่าเป็นความสนิทสนมในที่ทำงาน จึงไม่ได้ติดใจอะไรกระทั่งสามีเข้ามาในห้อง เหมยจึงถามตรง ๆ ถึงภาพที่เห็น โดยฝ่ายสามีอ้างว่าเป็นการให้โบนัส พนักงานดีใจเลยเข้ามากอด เหมยเชื่อคำอธิบายดังกล่าวและกลับไปพักผ่อนต่อ แต่ในช่วงบ่ายเกิดความรู้สึกเอะใจ จึงย้อนดูกล้องวงจรปิดอีกครั้งครั้งนี้เหมยระบุว่าเห็นชัดเจนว่า พนักงานแคชเชียร์พยายามยื้อเวลา ไม่ยอมกลับ รอจังหวะให้เชฟใหญ่ออกไป พร้อมมีพฤติกรรมชวนสงสัยหลายอย่าง จนสุดท้ายปรากฏภาพการกระทำที่เกินขอบเขต ทำให้เหมยถึงกับช็อก “ล้มทั้งยืน”เหมยเล่าว่า หลังเห็นภาพจากกล้องจึงเรียกพนักงานแคชเชียร์มาสอบถาม แต่ฝ่ายนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เหมยตัดสินใจไล่ออกทันทีตามหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมยอมรับว่าสภาพจิตใจในขณะนั้นย่ำแย่อย่างมาก ภาพจากกล้องติดตา…