Category: ไอที
-
Freepik ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ Magnific แพลตฟอร์ม AI สร้างสรรค์ครบวงจร
Freepik ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ Magnific แพลตฟอร์ม AI สร้างสรรค์ครบวงจร ชูรายได้ทะลุ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐบริการ Freepik แพลตฟอร์มบริการทรัพยากรกราฟิกชื่อดังระดับโลก ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในชื่อ "Magnific" เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคโนโลยี AI แบบครบวงจร พร้อมประกาศความสำเร็จด้านรายได้ประจำปีสูงถึง 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,280 ล้านบาท รวมไปถึงฐานผู้สมัครใช้งานแบบชำระเงินที่ทะลุ 1 ล้านราย โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินระดมทุนจากบริษัทร่วมทุน (VC) ในสหรัฐฯ แม้แต่รอบเดียวการเปิดตัว Magnific ครั้งนี้ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนผ่านจากเครื่องมือแบบแยกส่วนไปสู่ระบบนิเวศน์ AI แบบบูรณาการ โดยแพลตฟอร์มใหม่นี้ได้รวมเอาความสามารถด้านการสร้างภาพ วิดีโอ เสียง การเพิ่มความละเอียดภาพด้วย AI เครื่องมือสร้างฉาก 3 มิติ และพื้นที่ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ เข้าไว้ด้วยกันในที่เดียวจุดเด่น คือ การทำงานร่วมกับคลังสินทรัพย์สร้างสรรค์ที่มีมากกว่า 200-250 ล้านรายการ รวมถึงโมเดลสร้างภาพกว่า 15 แบบ ในด้านการเติบโตทางธุรกิจ Magnific ได้รับการจัดอันดับจาก Andreessen…
-
รับฟังเสียงบ่น Microsoft เลิกดัน AI ปรับใหญ่ Windows 11
เมื่อ Microsoft เลิกดัน AI แบบยัดเยียด! เจาะลึกโปรเจกต์ Windows K2 แผนยกเครื่อง Windows 11 ปี 2026 ที่เน้นความเร็วสะใจ Start Menu ไวขึ้น 60%ดูเหมือนว่าในปี 2026 นี้ Microsoft จะเริ่มรับฟังเสียงบ่นของผู้ใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากปล่อยให้ Windows 11 เจอกับมรสุมทั้งอัปเดตแล้วพัง และการพยายามยัดเยียดฟีเจอร์ AI จนเครื่องอืด ล่าสุดมีข้อมูลหลุดเกี่ยวกับโปรเจกต์ภายในที่ชื่อว่า Windows K2 ซึ่งจะเป็นแผนการยกเครื่องระบบปฏิบัติการครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายหลักคือความเร็วและความเสถียรหัวใจหลักของ Windows K2 คือการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ผู้ใช้สัมผัสได้จริง Microsoft ตั้งเป้าจะทำให้ Start Menu ทำงานเร็วขึ้นถึง 60% ด้วยเทคโนโลยี WinUI 3 นอกจากนี้ในส่วนของ File Explorer ที่หลายคนบ่นว่าช้า ก็กำลังถูกปรับปรุงให้สามารถค้นหาชื่อไฟล์ได้แบบทันที เพื่อท้าชนกับแอปพลิเคชัน Third-party ที่ทำได้ดีกว่ามาตลอดก่อนหน้านี้ Microsoft…
-
นักดาราศาสตร์ค้นพบขอบของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ระยะ 40,000 ปีแสง
นักดาราศาสตร์ค้นพบขอบของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ระยะ 40,000 ปีแสงวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอลตาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยล่าสุดในวารสาร Astronomy & Astrophysics โดยระบุการค้นพบวิธีที่สามารถระบุขอบเขตของกาแล็กซีทางช้างเผือกได้สำเร็จ ซึ่งขอบของกาแล็กซีนั้นอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 11.28 ถึง 12.15 กิโลพาร์เซก หรือราว 40,000 ปีแสงโดยปกติแล้ว การระบุขอบของกาแล็กซีเป็นเรื่องยากเนื่องจากเราอาศัยอยู่ภายในนั้น และยิ่งห่างจากจุดศูนย์กลางออกไป ความหนาแน่นของกาแล็กซีก็จะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้การนิยามคำว่าขอบนั้นซับซ้อนล่าสุดนักวิจัยกลุ่มนี้ได้นิยามขอบของกาแล็กซีว่าเป็นจุดสิ้นสุดของบริเวณที่มีการก่อตัวของดาวฤกษ์การค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยนักวิจัยใช้วิธีวิเคราะห์อายุของดาวฤกษ์ขนาดยักษ์มากกว่า 100,000 ดวง จากฐานข้อมูลการสำรวจหลายแห่ง เช่น APOGEE-DR17, LAMOST-DR3 และ Gaiaผลการวิเคราะห์พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งและอายุของดาวฤกษ์มีลักษณะเป็นกราฟรูปตัวยู (U-curve) หรือ ดาวฤกษ์ใกล้ศูนย์กลางมีอายุมากที่สุด จากนั้นอายุจะลดลงเมื่อออกห่าง จนถึงจุดหนึ่งที่การก่อตัวดาวฤกษ์หยุดลง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นขอบของกาแล็กซีนอกจากนี้ทีมนักวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ดาวฤกษ์ที่พบในบริเวณรอบนอกกาแล็กซีนั้นแท้จริงแล้ว คือ ดาวฤกษ์อพยพ (Migrant stars) ซึ่งก่อตัวขึ้นในอาณาเขตการสร้างดาวฤกษ์บริเวณด้านในของกาแล็กซี แต่ต่อมาพวกมันถูกผลักออกมาโดยแรงโน้มถ่วงจากแขนกังหันของกาแล็กซี หรือถูกเหวี่ยงออกมาโดยโครงสร้างรูปแท่งบริเวณใจกลาง (Central bar)สำหรับสาเหตุที่ทำให้การก่อตัวของดาวฤกษ์ดวงใหม่ (Star formation) ต้องหยุดชะงักลงอย่างชัดเจนเมื่อถึงระยะ 40,000 ปีแสงนั้น งานวิจัยระบุว่ามาจาก…
-
ดีอี เตือนข่าวปลอม “รัฐฯ ออกมาตรการ EARLY RETIRE ข้าราชการ ปี 2569” สร้างความเข้าใจผิด-สับสนให้ ปชช.
">วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนทั้งนี้ ในวันที่ 29 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,363 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,175 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,173 ข้อความ และช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวปลอม 5 เรื่อง…
-
Instagram ประกาศปรับอัลกอริทึมครั้งใหญ่ เน้นดันโพสต์ต้นฉบับและลดการมองเห็นบัญชีที่เน้นรีโพสต์
Instagram ประกาศปรับอัลกอริทึมครั้งใหญ่ เน้นดันโพสต์ต้นฉบับและลดการมองเห็นบัญชีที่เน้นรีโพสต์วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม Instagram ประกาศอัปเดตอัลกอริทึมใหม่เพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ผลงานตัวจริง (Original Creators) โดยแอปจะไม่แนะนำโพสต์ประเภทรูปภาพและภาพสไลด์ (Carousel) จากบัญชีที่เน้นการรวบรวมหรือรีโพสต์ผลงานของผู้อื่นอีกต่อไป การอัปเดตนี้เป็นการขยายผลจากนโยบายด้านความเป็นต้นฉบับที่เคยบังคับใช้กับวิดีโอ Reels ในปี 2024โดย Instagram จะทำการประเมินบัญชีต่าง ๆ เป็นรายเดือนประมาณ 30 วัน หากพบว่าโพสต์ส่วนใหญ่เป็นการนำคอนเทนต์ของผู้อื่นมารีโพสต์โดยไม่ได้สร้างสรรค์เอง บัญชีนั้นจะถูกจัดเป็นบัญชีรวบรวมเนื้อหา (Aggregator) และจะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้แสดงผลในพื้นที่แนะนำคอนเทนต์ของแอป เช่น หน้า Explore บนแพลตฟอร์มอย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนนี้จะไม่กระทบต่อการแสดงผลคอนเทนต์ให้กับผู้ที่กดติดตามบัญชีนั้นๆ อยู่แล้ว และไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เผยแพร่ที่มีข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ (Licensing agreements) จากเจ้าของผลงานถูกต้องตามกฎหมาย นิยามของ "คอนเทนต์ต้นฉบับ"แพลตฟอร์ม Instagram ระบุว่าต้องเป็นผลงานที่คุณสร้างขึ้นเองทั้งหมดหรือสะท้อนมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ เช่น ภาพหรือวิดีโอที่คุณถ่ายเอง งานที่คุณออกแบบขึ้นมา เช่น ภาพชุด หรือคู่มือ หรือคอนเทนต์จากบุคคลที่สามที่คุณนำมาตัดต่อโดยเพิ่มข้อมูลหรือมุมมองใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน* การนำผลงานของผู้อื่นมาโพสต์ใหม่โดยแค่ใส่กรอบ ใส่ลายน้ำ หรือเพียงแค่ให้เครดิตในแคปชั่น จะไม่ผ่านเกณฑ์ความเป็นต้นฉบับ นอกจากนี้…
-
ข่าวดี Gemini อัปเดตใหม่ สั่งสร้างไฟล์ PDF, Docs, Sheets จบครบในแอปเดียว
ไม่ต้องก๊อปวางอีกต่อไป! เมื่อ Gemini สามารถสร้างไฟล์ PDF, Docs, Sheets ได้แบบจัดเต็ม ไม่ต้องก็อปอีกต่อไปใครที่ชอบใช้ AI ช่วยร่างงานแต่เบื่อกับการต้องมานั่งก๊อปปี้ข้อความจากช่องแชทไปวางใน Word หรือ Excel ต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน! ล่าสุด Google ประกาศอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ให้ Gemini สามารถ "สร้างไฟล์ได้โดยตรง" ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ตารางคำนวณ หรือไฟล์ PDF ก็สั่งทำได้ทันทีในคลิกเดียวอัปเดตสิ่งที่ Gemini ทำได้ไม่ใช่แค่เขียนแต่ "แปลงร่าง" เป็นไฟล์ให้เลยฟีเจอร์นี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานไปได้เยอะมาก ปกติเราจะให้ AI ช่วยคิดเนื้อหาแล้วเราค่อยไปจัดฟอร์แมตเอง แต่ตอนนี้ Gemini อัปเกรดความสามารถขึ้นไปอีกขั้นสร้าง Google Docs: สั่งให้ร่างบทความ รายงาน หรือจดหมาย แล้วกดปุ่มสร้างเป็นไฟล์เอกสารที่จัดหน้ามาให้เสร็จสรรพ พร้อมไปแก้ไขต่อใน Docs ได้เลยสร้าง Google Sheets: ถ้าเรามีข้อมูลดิบเยอะ ๆ สามารถสั่งให้ Gemini วิเคราะห์แล้วจัดทำเป็นตาราง พร้อมฟังก์ชันคำนวณพื้นฐาน แล้วส่งออกเป็นไฟล์ Sheets…
-
เปิดตัว “Lynx M20S” หุ่นยนต์ล้อผสมขาสุดแกร่งจาก DEEP Robotics ปฏิวัติการลุยทุกสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ
เปิดตัว บริษัท DEEP Robotics ประกาศเปิดตัว Lynx M20S หุ่นยนต์อุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยล้อผสมขา (Wheeled-legged robot) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นการยกระดับและพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น M20 เดิม โดยรุ่น M20S นี้ได้ก้าวกระโดดด้านประสิทธิภาพหลักใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะการรับน้ำหนักบรรทุก (Load capacity), ระบบป้องกันตัวเครื่อง (Protection) และความเร็ว (Speed) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้สูงขึ้นท้าทายทุกสภาพอากาศและภูมิประเทศโดยจุดเด่นที่ทำให้หุ่นยนต์ Lynx M20S กลายเป็นแชมเปี้ยนแห่งการลุยทุกสภาพภูมิประเทศ คือความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่สุดขั้ว ตัวหุ่นยนต์ได้รับการออกแบบด้วยวัสดุระดับอุตสาหกรรมและได้มาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำระดับ IP66 ซึ่งสามารถทนทานต่อการฉีดน้ำแรงดันสูงและฝุ่นละอองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มันสามารถปฏิบัติงานได้แม้กระทั่งในช่วงที่มีพายุฝนหรือเดินลุยน้ำตื้นได้อย่างไร้ปัญหานอกจากนี้ ตัวเครื่องยังทนทานต่ออุณหภูมิการทำงานแบบสุดขั้ว โดยสามารถรับมือได้ตั้งแต่ความหนาวเหน็บที่ -20 องศาเซลเซียส ไปจนถึงสภาพอากาศร้อนระอุที่ 55 องศาเซลเซียสผสานความเร็วของล้อ และความคล่องตัวของขาหุ่นยนต์ Lynx M20S ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมระบบช่วงล่างแบบไฮบริดที่ดึงเอาข้อดีของล้อในการทำความเร็วบนทางเรียบ มาผสานรวมกับความคล่องตัวของขาเมื่อต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวที่ขรุขระ ตัวหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ AIในการประมวลผลสภาพภูมิประเทศและสามารถปรับเปลี่ยนท่าทางการเดินได้โดยอัตโนมัติสมรรถนะด้านการเคลื่อนที่ของ Lynx M20S นั้นมีความโดดเด่นอย่างมาก โดยสามารถก้าวข้ามสิ่งกีดขวางที่สูงถึง 80…
-
มัลแวร์ MIRAX บน Android กำลังระบาดหนักผ่านทางโฆษณาปลอม พบติดแล้วกว่าสองแสนราย
มัลแวร์ดังกล่าวนั้นกระจายตัวผ่านทางโฆษณาปลอมบน Facebook โดยมีจุดประสงค์เพื่อขโมยข้อมูลต่าง ๆ บนเครื่องมัลแวร์กับระบบปฏิบัติการ Android นั้นเรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน ขาดกันไม่ได้ ทำให้ข่าวการตรวจพบมัลแวร์ที่มุ่งโจมตีระบบนี้นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่จะนิ่งนอนใจได้แต่อย่างใด เพราะผู้ที่นิ่งนอนใจอาจตกเป็นหนึ่งในเหยื่อจำนวนมหาศาลเช่นในข่าวนี้ได้จากรายงานโดยเว็บไซต์ Security Affair ได้กล่าวถึงการตรวจพบมัลแวร์ประเภทเข้าควบคุมเครื่องจากระยะไกล หรือ RAT (Remote Access Trojan) ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า MIRAX โดยมัลแวร์ตัวนี้จะมุ่งเน้นการโจมตีไปยังกลุ่มผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งจะมุ่งเน้นการโจมตีไปยังกลุ่มผู้ใช้ภาษาสเปนเป็นพิเศษ โดยการโจมตีเหยื่อนั้นจะทำผ่านการยิงโฆษณาปลอมบนโซเชียลมีเดียยอดนิยม Facebook และ Instagram ด้วยการอ้างตัวเป็นแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น แอปสตรีมมิงเถื่อน, แอปดูบอลฟรี ถ้าเหยื่อเผลอคลิ๊กโฆษณา ตัวโฆษณาก็จะนำพาเหยื่อไปยังเว็บไซต์ปลอมซึ่งตัวเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นมีการป้องกันการถูกตรวจสอบไว้เป็นอย่างดี โดยเหยื่อจะสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านทางการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ทำให้ทีมตรวจสอบที่มักใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าถึงเว็บปลอมด้วยวิธีการปกติได้ที่มีมัลแวร์ MIRAX บน Android กำลังระบาดหนักผ่านทางโฆษณาปลอม พบติดแล้วกว่าสองแสนรายภาพจาก : https://securityaffairs.com/190842/uncategorized/mirax-malware-campaign-hits-220k-accounts-enables-full-remote-control.htmlภายในตัวเว็บไซต์นั้นจะชักชวนให้ดาวน์โหลด และติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมดังกล่าวด้วยตัวเองผ่านทางไฟล์ติดตั้งแบบ APK หรือที่เรียกว่า การติดตั้งแบบ Sideloading โดยตัวไฟล์ดังกล่าวจะถูกฝากไว้บน GitHub ซึ่งมักจะมีการเปลี่ยนแพ็คเกจ (Repacking) บ่อย ๆ…
-
Samsung เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนอาจรุนแรงกว่าเดิมในปีหน้า
ภาพไฮไลต์ซัมซุงคาดการณ์วิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนในปีหน้าอาจรุนแรงขึ้น หลังจากอุตสาหกรรม AI มีความต้องการชิปนี้มากเป็นพิเศษ จนกระบวนการผลิต และความต้องการไม่สอดคล้องกันในรายงานผลประกอบการของซัมซุง (Samsung) ซึ่งกำไรพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิปเซตในอุตสาหกรรม AIที่น่าสนใจก็คือ แม้ตัวเลขผลประกอบการของซัมซุงจะออกมาดูดี แต่สถานการณ์วิกฤตชิปขาดแคลนในปีนี้อาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในปีหน้า โดยเฉพาะความต้องการหน่วยความจำสำหรับเอไอ เดต้า เซ็นเตอร์คิม แจจุน ผู้บริหารระดับสูงของซัมซุง ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในช่วงการแถลงผลประกอบการว่า ในขณะนี้ปริมาณการจัดหาหน่วยความจำยังคงน้อยกว่าความต้องการของลูกค้าอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มความต้องการของปี 2027 มีโอกาสที่ช่องว่างระหว่างอุปทาน และอุปสงค์ จะขยายกว้างขึ้นกว่าปี 2026สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่ฝั่งผู้ผลิตเท่านั้น แต่ผู้บริโภคก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น หรือผลิตภัณฑ์บางชิ้นอาจต้องเลื่อนกำหนดการเปิดตัวออกไปอย่างไม่มีกำหนดตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจนคือการที่โซนี่ (Sony) ได้ปรับราคาเครื่องเล่น PlayStation 5 ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกมเมอร์ที่ต้องการเครื่องเล่นเกมคอนโซลนี้ก็จะต้องจ่ายเงินแพงกว่าปกติที่โซนี่เคยตั้งราคาก่อนหน้านี้ที่มา: Mashableอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Samsung เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนอาจรุนแรงกว่าเดิมในปีหน้าข่าวที่เกี่ยวข้องกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ลงจากประธานกลุ่ม KBTG ขยับไปเป็นที่ปรึกษานวัตกรรมแห่งอนาคตให้ KBank แทนIDC ชี้ตลาดสมาร์ทโฟนเข้าสู่ยุคมืด หลังเจอวิกฤตชิปหน่วยความจำSamsung เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนอาจรุนแรงกว่าเดิมในปีหน้ารอบรั้วการตลาด : Gorilla Technology ย้ำความเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐาน AIApple รายงาน iPhone 17…
-
“รมช.ดีอี” สั่งการปั้น “ONE ID” เชื่อมข้อมูลรัฐดูแลสวัสดิการคนไทยตลอดชีวิต
“แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี สั่งการบ้าน สสช.-สดช. ปั้น ONE ID เชื่อมข้อมูลรัฐ ดูแลสวัสดิการคนไทยตลอดชีวิต เน้นให้ประชาชนมีความสะดวกสูงสุดและรวดเร็วยิ่งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ค. น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจากนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมและร่วมหารือกรอบแนวทางการทำงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารหน่วยงาน เข้าร่วมประชุมน.ส.แนน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อน ONE ID (ข้อมูลดิจิทัลรายบุคคล) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน ส่งผลให้การดูแลสวัสดิการประชาชนเป็นไปอย่างตรงจุด ทั่วถึง และรวดเร็ว ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิตทั้งนี้ รัฐบาลต้องการทำงานแบบไร้รอยต่อ สามารถประสานการทำงานได้ทุกกระทรวง ลดขั้นตอน…