‘UNCLOS’ เริ่มแล้ว

ได้ตัว “ประธานคณะผู้ประนอม” แล้วครับ!คือ "แคทรีนา คูเปอร์" ชาวออสเตรเลียเป็น "นักการทูต" และ "นักกฎหมายระหว่างประเทศ"หลังจาก “ไทยและเขมร” ได้แต่งตั้ง “ผู้ประนอม” ฝ่ายละ ๒ คน รวม ๔ คนแล้วโดยฝ่ายเขมรแต่งตั้ง เอกอัครราชทูต “ปีเตอร์ ทักเซอ-เจนเซน” และ “ศาสตราจารย์ ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง”ส่วนไทยแต่งตั้งผู้พิพากษา “รูดิเกอร์ โวล์ฟรัม" และ “อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์มันน์”จากนั้น “คณะผู้ประนอมภายใต้ UNCLOS” ทั้ง ๔ ได้หารือกันเมื่อ ๑๓ สิงหา.๖๙มีความเห็นชอบร่วมกันเลือก “แคทรีนา คูเปอร์” ซึ่งเป็นบุคคลที่ไทยสนับสนุนเป็น “ประธานคณะผู้ประนอม”โดยให้ “ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร” (PCA) ทำหน้าที่ฝ่าย “ทะเบียนและธุรการ”และเมื่อ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ “ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร” หรือ Permanent Court of Arbitration (PCA)ออกข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งว่า“คณะผู้ประนอม”ในกระบวนการประนอมระหว่าง “ไทยกับกัมพูชา”ภายใต้ “อนุสัญญาสหประชาชาติ” ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือ UNCLOS ได้จัดตั้งครบองค์ประกอบแล้วเพื่อเริ่ม “กระบวนการประนอม”ตามข้อ ๑๑ แห่งภาคผนวก V ประกอบข้อ ๒๙๘ ของ UNCLOSฝ่ายกัมพูชา แต่งตั้ง Prak Sokhonn รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นผู้แทนและแต่งตั้ง Lam Chea รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดน เป็นรองผู้แทนส่วนฝ่ายไทยแต่งตั้ง “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ เป็นผู้แทน“นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ” เอกอัครราชทูตไทยประจำคูเวต เป็นรองผู้แทนสำหรับ “ท่านทรงชัย” นั้น ตอนนี้“คณะรัฐมนตรี” มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย” กระทรวงการต่างประเทศแล้วโดยจะเข้ารับตำแหน่งตามขั้นตอนต่อไปเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหม่ ควรทำความเข้าใจในกระบวนการ “ประนอมภาคบังคับ” กันก่อน ไม่งั้นจะสับสนในการตามเรื่องขั้นแรก ทำความเข้าใจไว้เลยว่าเรื่องนี้ “ศาลโลก” ไม่เกี่ยว!“PCA” เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ฝ่ายทะเบียนและธุรการเท่านั้นผมไม่ใช่ผู้สันทัดกรณีเรื่อง UNCLOSฉะนั้น ขอนำองค์ความรู้ที่ “Take A Walk, Talk International Law” โพสต์ไว้ มาแยกทีละประเด็นให้เข้าใจกันคือการตั้ง “คณะผู้ประนอมครบ ๕ คน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการต่อจากนี้ “คณะผู้ประนอม”จะกำหนดระเบียบวิธีดำเนินงาน รับฟังข้อเสนอและข้อคัดค้านของทั้งสองฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และเสนอแนวทางที่อาจนำไปสู่การตกลงกันโดยสันติโดยหลักแล้ว“คณะผู้ประนอม” ต้องจัดทำรายงานภายใน ๑๒ เดือน นับแต่วันที่จัดตั้งคณะเว้นแต่ “คู่กรณี” จะตกลงกำหนดเวลาเป็นอย่างอื่นดังนั้น หากนับจากวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙กรอบเวลาตามปกติ น่าจะสิ้นสุดประมาณวันที่๑๓ สิงหาคม ๒๕๗๐!ที่ต้องเข้าใจกันให้ชัดๆ คือคำว่า “การประนอมภาคบังคับ” ไม่ได้หมายความว่า“เป็นการบังคับคดี” หรือ “การพิจารณาคดีโดยศาล”แต่สิ่งที่ “ไม่ถูกบังคับ” คือ“การยอมรับข้อเสนอสุดท้ายของคณะผู้ประนอม”กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ“บังคับให้เข้าสู่กระบวนการได้”“แต่บังคับให้รับผลของกระบวนการไม่ได้”!ฟังภาษากฎหมายแล้วปวดหัวหน่อยนะ ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจกันนิดประเด็นสำคัญควรต้องรู้ คือรายงานของคณะผู้ประนอม “ไม่ใช่คำพิพากษา”และ “ไม่ใช่คำชี้ขาด”!ภาคผนวก V ข้อ ๗ ของ UNCLOS กำหนดไว้ชัดเจนว่า รายงานของ “คณะผู้ประนอม” รวมถึง “ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย”“ไม่มีผลผูกพันคู่กรณี”! มีสถานะเป็นเพียง “ข้อเสนอแนะ”เพื่อช่วยให้ “รัฐทั้งสอง” หาข้อยุติโดย “ฉันมิตร” เท่านั้นอีกประการที่สำคัญการที่ “PCA” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ทำให้กระบวนการนี้กลายเป็น “อนุญาโตตุลาการ”หรือ “การระงับข้อพิพาททางศาล”แม้ชื่อของ PCA จะมีคำว่า “Court of Arbitration” ก็ตามแต่ PCA เป็น “องค์การระหว่างรัฐบาล”ที่ให้ความช่วยเหลือด้าน “การบริหาร” แก่กระบวนการระงับข้อพิพาทหลายประเภททั้งอนุญาโตตุลาการ การประนอม การไต่สวนข้อเท็จจริง และกระบวนการรูปแบบอื่นในกรณี “ไทย-เขมร”เอกสารใช้ถ้อยคำ “อย่างจำกัด” และ “ชัดเจน” ว่าPCA “acts as Registry”มิได้กล่าวว่า PCA ทำหน้าที่เป็น “ศาลอนุญาโตตุลาการ” หรือเป็น “ผู้ตัดสินข้อพิพาท”เลขคดี PCA Case No. 2026-35 ก็ไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของกระบวนการเลขดังกล่าวเป็นเพียงเลขทะเบียนที่ PCA ใช้จัดการงานธุรการการที่เรื่องหนึ่ง มีเลขคดี มี Agent มีการยื่นเอกสาร และมีการพิจารณาข้อกฎหมายอาจทำให้กระบวนการดู “คล้ายการดำเนินคดี”แต่ลักษณะภายนอกเหล่านี้….“ไม่เปลี่ยนสถานะของคณะผู้ประนอมให้กลายเป็นศาล” หรือ “คณะอนุญาโตตุลาการ”อีกเรื่องที่สำคัญ คือ….“การประนอมภาคบังคับ” ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือ “ศาลโลก” หรือ ICJแม้ PCA และ ICJ จะตั้งอยู่ในพระราชวังสันติภาพ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เหมือนกันแต่เป็น “คนละสถาบัน”มีฐานกฎหมาย อำนาจหน้าที่ เจ้าหน้าที่ และกระบวนการดำเนินงาน“แยกจากกันโดยสิ้นเชิง”!ICJ เป็น “องค์กรตุลาการหลักของสหประชาชาติ”และ “ออกคำพิพากษา” ที่มีผลผูกพันคู่กรณีหรือความเห็น “เชิงแนะนำ” แก่หน่วยงานที่มีสิทธิร้องขอส่วน “คณะผู้ประนอม” ชุดนี้จัดตั้งขึ้น “เฉพาะกิจภายใต้ UNCLOS”และออกได้เพียง “รายงาน” กับ “ข้อเสนอแนะ” เท่านั้นการใช้ “สถานที่เดียวกัน” เป็นเพียงเรื่องของที่ตั้ง ไม่ได้ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงด้านเขตอำนาจแต่อย่างใด ข้อมูลเกี่ยวกับ ICJ และพระราชวังสันติภาพต้องระวังประเด็นนี้กันให้ดี อาจมีคนเชื่อมโยงไปผิดๆ!การตั้งคณะผู้ประนอม….จึง “ไม่ใช่การนำข้อพิพาทไทย-เขมรขึ้นศาลโลก”ICJ จะมีอำนาจพิจารณาข้อพิพาทระหว่างรัฐได้ต่อเมื่อมี “ฐานความยินยอม” ที่เพียงพอของรัฐคู่กรณีการที่ไทยตกลงให้ PCA ทำหน้าที่เป็น Registryหรือการที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอม ภายใต้ UNCLOSไม่อาจตีความเป็นการยอมรับเขตอำนาจของ ICJไม่ว่าจะในประเด็นเขตแดนทางบก อธิปไตยเหนือเกาะ หรือการกำหนดเขตแดนทางทะเลแม้การประนอมไม่ใช่กระบวนการทางศาล….แต่ก็ไม่ควรประเมิน “ผลทางการเมือง” และ “กฎหมาย” ต่ำเกินไปรายงานอาจ “ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย”แต่ข้อสรุปเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงกฎหมาย และแนวทางแบ่งเขตทางทะเล อาจกลายเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการเจรจาภายหลังสร้างแรงกดดันทางการทูต และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาคมระหว่างประเทศไทยจึงต้องนำเสนอข้อเท็จจริง-แผนที่-พฤติการณ์ของรัฐ-หลักกฎหมาย และข้อสงวนเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะผู้ประนอมอย่างรอบคอบ เช่นเดียวกับการเตรียมคดีแม้ในทางรูปแบบ “จะไม่ใช่คดี” ก็ตาม!เมื่อคณะผู้ประนอมเสนอรายงานแล้ว ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่เจรจาบนพื้นฐานของรายงานนั้นแต่ไม่ได้หมายความว่า…“ต้องยอมรับข้อเสนอทุกประการ”!หากการเจรจาภายหลังไม่สำเร็จ ข้อ ๒๙๘ วรรค ๑ (a) (ii) ระบุถึงการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่มีผลผูกพันตามส่วนที่ 2 ของภาค XVโดย “ความยินยอมร่วมกัน” ของคู่กรณีดังนั้น การประนอมที่ “ไม่สำเร็จ” จึงไม่ทำให้ข้อพิพาทเข้าสู่ ICJ, ITLOS หรืออนุญาโตตุลาการโดยอัตโนมัติและเขมรไม่อาจอาศัยรายงานดังกล่าวเพียงลำพัง“เพื่อบังคับให้ไทยขึ้นศาลโลก” ได้!ท้ายนี้…เรามาทำความรู้จัก “ประธานคณะผู้ประนอม”กันซักนิด"แคทรีนา คูเปอร์" เป็น "นักการทูต" และ "นักกฎหมายระหว่างประเทศ" เป็น ๑ ในบุคคลที่ไทยสนับสนุนและได้รับการยอมรับในวงการกฎหมายระหว่างประเทศมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และการเจรจาปัจจุบันเป็น “ผู้แทนพิเศษ” ของออสเตรเลียในการเจรจา Greater Sunrise Resource ในทะเลติมอร์และเป็น “สมาชิกคณะตุลาการ” ทบทวนคำสั่งทางปกครองของออสเตรเลียมีประสบการณ์ในการเป็นตัวแทนของรัฐบาลออสเตรเลียในการประนอมภายใต้ UNCLOSระหว่างออสเตรเลีย กับ ติมอร์-เลสเต เมื่อปี ๒๕๕๙ครับ…..เก็บความจากท่านผู้รู้มาเล่าแค่นี้คงพอได้เค้าความกันบ้างแหละการประชุมคณะประนอมหนี้…เอ้ย..ขอโทษ ภาคบังคับ เริ่มเดินเครื่องกันยา.นี้แหละ ก็ต้องมาลุ้นกันว่าผลสรุปคณะประนอมจะออกมาก่อนหรือ “ไทย-เขมร” รอบ ๓ จะเกิดก่อน!?-เปลว สีเงิน๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย


Posted

in

by

Tags: