Category: การเมือง
-
‘ผอ.ไอลอว์’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภูมิใจไทย อย่าฟ้องคดีหมิ่น อยากให้อยู่กันด้วยบรรยากาศประชาธิปไตย
23 กรกฎาคม 2569 – นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเองกรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือกสว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจสิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านึ้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาดไปบ้าง เกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา ผมอยากให้เราอยู่กันด้วยบรรยากาศแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ และหลักการแบบนี้ครับ จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวนแต่หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับหากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท…
-
เอาแล้ว! อธิบดีดีเอสไอบอกข้อมูลคดีฮั้ว สว.ของไอลอว์ของเก่า
'อธิบดีดีเอสไอ' บอก หลักฐานคดีฮั้ว สว.ของไอลอว์ น่าจะเป็นข้อมูลเดิม23 ก.ค.2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ขณะนี้ดีเอสไอดำเนินการไปถึงไหนแล้วว่า เรื่องนี้ดีเอสไอเคยให้ข้อมูลไปแล้วเมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลที่ไอลอว์เปิดเผยล่าสุดเป็นข้อมูลใหม่หรือเก่า พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า “น่าจะเป็นข้อมูลเดิมนะครับ”
-
เพื่อนร่วมรุ่น ‘บิ๊กไมค์’ ชี้ระบบอาวุโสถือเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย!
23 ก.ค.2569 – พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ หรือ “ผู้การเต๋อ” อดีตหัวหน้าจเรตำรวจโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในเมื่อกลไกการประเมิน "ความสามารถ" ยังไม่โปร่งใสและตกอยู่ในมือระบบอุปถัมภ์ "อาวุโส" จึงกลายเป็นเกราะป้องกันสุดท้ายการถกเถียงเรื่อง "อาวุโส" กับ "ความสามารถ" ในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ไม่ใช่การถกเถียงเชิงหลักการแบบสากลอีกต่อไป เพราะเมื่อนำไปใช้ในบริบทสังคมไทยที่มีระบบอุปถัมภ์ฝังลึกคำว่า "ความสามารถ" มักถูกตีความอย่างยืดหยุ่นโดยผู้มีอำนาจ กลายเป็นช่องทางให้ผู้มีเส้นสายก้าวข้ามคนที่ทำงานซื่อตรงตามลำดับขั้นในเมื่อกลไกการประเมิน "ความสามารถ" ยังไม่โปร่งใสและตกอยู่ในมือระบบอุปถัมภ์ "อาวุโส" จึงกลายเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย ที่ปกป้องกติกาไม่ให้ถูกบิดเบือน แม้จะไม่ได้การันตีว่าได้ผู้นำที่เก่งที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าเปิดช่องให้ "ความสามารถ" ถูกใช้เป็นข้ออ้าง เปิดช่องทางพิเศษให้กับเด็กฝากได้ผ่านไปอย่างง่ายดาย และคล่องตัวสุดๆ ไม่สะดุดหยุดขั้นตอนใดๆเลย"แม้ระบบ "อาวุโส" จะไม่มีกลไกวัดความคล่องตัว หรือพลังของผู้นำโดยตรง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ได้รับเลือกผ่านระบบนี้จะขาดคุณสมบัติดังกล่าวเสมอไป ในกรณีนี้ "ผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด" ยังคงมีความคล่องตัวสูง ทั้งด้านร่างกายและการทำงาน จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อาวุโสกับความกระฉับกระเฉง สามารถอยู่ร่วมกันได้ในบุคคลเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกันเสมอไปตามที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์"ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไพศาลจบ นรต.รุ่น 43 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่…
-
รู้แล้ว! สาเหตุ ราชกิจจาฯ ประกาศให้ พรรคอนาคตไกล สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง
กุมภาพันธ์ 2568 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ภายหลังการตรวจสอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง พบว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี พรรคไม่สามาวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองประกาศระบุว่า พรรคอนาคตไกลได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560ภายหลังการตรวจสอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง พบว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี พรรคไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 5,000 คน และจัดตั้งสาขาพรรคในแต่ละภาคได้อย่างน้อยภาคละ 1 สาขาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเข้าข่ายเหตุให้พรรคสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีประกาศให้ พรรคอนาคตไกลสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปอ่านข่าวเพิ่มเติมราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ราชกิจจาฯ ประกาศให้…
-
ทะแม่ง! มาแต่ไก่โห่ ‘สมชัย’ ชงเปิดรับบริจาคช่วย ‘ยิ่งชีพ’ สู้คดีโดนฟ้อง
23 ก.ค.2569 – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ถ้ายิ่งชีพโดน คุณอนุทิน และนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลรุมฟ้องเรื่อง กรณีเปิดข้อมูลฮั้ว สว. เมื่อไหร่ ผมจะเสนอกรรมการกองทุน สู้ กกต. ที่เปิดบัญชีเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่เคยระดมทุนแม้แต่บาทเดียว ร่วมระดมทุนช่วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู้คดีของยิ่งชีพครับคิดว่า กรรมการ คงไม่มีความเห็นแตกต่าง
-
“ยิ่งชีพ”ขอร้องภูมิใจไทย อย่าฟ้อง ถ้าไม่จริง ก็ชี้แจงมา
"ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ "ขอร้องภูมิใจไทย อย่าฟ้อง ถ้าไม่จริง ก็ชี้แจงมา หลังแถลงพาดพิง ปม ฮั้ว สว.วันที่ 23 ก.ค.69 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวกรณีพรรคภูมิใจไทย เตรียมฟ้องว่า ขอร้องและขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาท ไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง"กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือก สว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านึ้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับ"นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาดไปบ้าง เกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา…
-
‘อนุทิน’ ไม่หวั่นแถลงการณ์ไต้หวันลั่นไทยมีนโยบายจีนเดียวชัดเจน!
นายกฯ ไม่หวั่นไต้หวันออกแถลงการณ์ผิดหวังไทยปมเห็นพ้องจีนประกาศถ้อยแถลง มั่นใจไม่กระทบฟรีวีซ่า-แรงงานไทย ย้ำสัมพันธ์สองชาติเข้าใจกันดี ไม่ต้องชี้แจงท่าทีไทย23 ก.ค.2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการร้องเพลงเถียนมี่มี่ของนายกฯที่กำลังส่งผลกระทบบานปลาย เพราะถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดทางการทูตที่มองข้ามเรื่องความอ่อนไหวไต้หวันว่า ไทยยืนนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรื่องความร่วมมือต่างๆ หากไม่ขัดกับนโยบายไทยก็ไม่ปิดกั้น เพราะสำหรับไทยก็คือนโยบายจีนเดียวผู้สื่อข่าวถามถึงแถลงการณ์ของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยในลงนามในถ้อยแถลงร่วมไทย-จีน ที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็เป็นท่าทีของเขา เราก็รับทราบ ซึ่งนโยบายเรามีความชัดเจนเมื่อถามว่า ท่าทีของไต้หวันจะส่งผลกระทบกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบในด้านนั้นถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายทางการทูตอะไรที่จะไปทำความเข้าใจกับไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เข้าใจกันอยู่แล้วเมื่อถามว่า ไต้หวันจะมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีนไปร่วมกดดันเขาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของเราจีนเดียวไม่เอนเอียงเมื่อถามว่า กระแสโซเชียลของไต้หวันกำลังมาแรง นายกฯ กล่าวว่า กระแสไม่พูดถึงเมื่อถามถึงกรณีที่ไต้หวันจะยกเลิกฟรีวีซ่าไทย และส่งกลับแรงงานไทย นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของไทยมีความชัดเจนถามอีกว่า เราต้องทำเรื่องชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยายของไทยมีความชัดเจน
-
ด่วน! ศาลตัดสินแล้ว คดี บังมัด คลองตัน ตบหน้า สันธนะ เผยจำนวนค่าปรับ
วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ศาลแขวงพระนครใต้ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ2401/2568 และคดีหมายเลขแดง อ1731/2569 จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์ หลังมีคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ศาลแขวงพระนครใต้ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ2401/2568 และคดีหมายเลขแดง อ1731/2569 จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์ หลังมีคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2568 เมื่อ นายวันชัย มะอินทร์ หรือ บังมัด คลองตัน มีปากเสียงกับ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ ก่อนที่นายวันชัยจะใช้มือตบนายสันธนะบริเวณใบหน้า ภายในลานจอดรถของสถานบันเทิง ท่ามกลางผู้ติดตามของทั้งสองฝ่าย รวมถึงประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนคลิปเหตุการณ์จะถูกเผยแพร่และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมระหว่างการพิจารณาคดี นายวันชัย ให้การรับสารภาพต่อศาลในข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยไม่มีโทษจำคุก และถือเป็นการยุติคดีตามกระบวนการของศาลอ่านข่าวเพิ่มเติมอุกอาจ! อดีตนักศึกษาช่างกลดัง ถูกคนร้าย ขี่ จยย.ตามประกบลั่นไกเสียชีวิต สลดหดหู่! ไอ้ทุ่ง ยอมเปิดปากแล้ว ปมศีรษะคนในถัง…
-
‘เด็กวัด’ ทำ ‘ชาติเจริญ’
และแล้ว “เด็กวัด”…….ที่หิ้วปิ่นโตตามหลังพระ “วัดโตนดหลวง” เดินบิณฑบาต ที่ชะอำ เพชรบุรี เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อนก็ได้รับเลือกเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” คนที่ ๑๖ต่อจาก “พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์”ที่จะเกษียณ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙ นี้นายตำรวจที่ขึ้นมาแทน ผู้นั้น ก็คือ…“พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” รอง ผบ.ตร. อันดับ ที่ ๓และจะเป็น “ผบ.ตร.คนแรก” ที่อายุ ๕๓ ปีเหลืออายุราชการยาวนานถึง ๗ ปี กว่าจะเกษียณ!การที่ นายกฯ อนุทิน “เสนอชื่อ” ผู้เหลืออายุราชการถึง ๗ ปี ขึ้นเป็น ผบ.ตร.และ ๑๑ ก.ตร. “เห็นชอบ” ด้วยมติเอกฉันท์แสดงว่า “ก.ตร.ทั้งคณะ”มีจุดมุ่งหมายต่อวงการตำรวจ “อย่างใด-อย่างหนึ่ง”และมั่นใจว่า “สำราญ นวลมา-พล.ต.อ.” อดีตเด็กวัด โตจากข้าวก้นบาตรนั้น….“ต้องทำได้”เพราะสมัยเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”ก็ “ทำมาแล้ว”จนได้รับคะแนนประเมิน ITAระดับ "ผ่านดีเยี่ยม"…
-
เป็นเรื่องแล้ว! กต.ไต้หวัน ออกแถลงทันที หลังไทยร่วมแถลงการณ์กับจีน
วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทย ภายหลังการพบหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทย ภายหลังการพบหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่า ภายหลังการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยระบุว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ พร้อมทั้งสนับสนุนภารกิจการรวมชาติของจีนโดยสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เกี่ยวกับเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ยังระบุว่าไทยจะสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศ สองระบบ ของจีนด้วยต่อมาในช่วงบ่ายของวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ถ้อยคำที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งแสดงการประท้วงและประณามรัฐบาลจีนอย่างรุนแรง…